ว่าด้วยอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ

  • อินทริยภาวนาสูตร ว่าด้วย อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ(อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) การพัฒนาอินทรีย์ชั้นเลิศในอริยวินัยนี้ คือ น้อมเข้ามาสู่ใจ ไม่ได้พุ่งออกไปข้างนอก แต่เห็นให้ถูกต้องด้วยปัญญา
  • อินทรีย์มี ๒ นัยยะ
  • ตรวจดูว่า "ตัวเรายังต้องศึกษา และพัฒนาขึ้นไหม? ยังมีเสขะปฏิบทอยู่ตรงนี้ไหม? ถ้าเกิดการกระทบขึ้นแล้ว ยังมีความพอใจ, ไม่พอใจ แสดงว่า ยังต้องศึกษาอยู่ ยังต้องพัฒนาอยู่ ทำให้ดียิ่งขึ้นไปอยู่"
  • "อริย-ภาวิตินฺทฺริย" คือ อินทรีย์ที่พัฒนาให้มาสู่ความเป็นอริยะได้ มาสู่ความเป็นชั้นยอดเยี่ยมได้ มีอยู่ ๕ ขั้นตอน

 

อานนท์ ! อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) ในอริยวินัย เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์! ในกรณีนี้ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – เป็นที่ชอบใจ และไม่เป็นที่ชอบใจ เกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะเห็นรูปด้วย ตา. ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า “อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้ เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต) เป็นของหยาบๆ (โอฬาริก) เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน); แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีต, กล่าวคือ อุเบกขา” ดังนี้. (เมื่อรู้ ชัดอย่างนี้) อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – เป็นที่ชอบใจและไม่ เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำรงอยู่.
อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – เป็นที่ชอบใจ และไม่เป็นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้น ย่อม ดับไปเร็วเหมือนการ กระพริบตาของคน อุเบกขายังคงเหลืออยู่.
อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัยในกรณี แห่ง รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ.
(ในกรณีแห่งเสียง ดับไปเร็วเหมือน การดีดนิ้วมือ,กลิ่น ดับไปเร็วเหมือน หยดนํ้าตกจากใบบัว, รส ดับไปเร็วเหมือน นํ้าลายที่ถ่มจากปลายลิ้นของคนแข็งแรง,โผฐฐัพพะ ดับไปเร็วเหมือน การเหยียดแขนพับแขนของคนแข็งแรง,ธรรมารมย์ ดับไปเร็วเหมือน การแห้งของหยดนํ้าที่หยดลงบนกระเหล็กที่ร้อนแดงอยู่ตลอดวัน, ฉันใดก็ฉันนั้น ; แล้วทรงสรุปในสุดท้ายว่า นี้แลเรียกว่าอินทรียภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย)

พุทธพจน์

 

อินทรีย์ แปลว่า ความเป็นใหญ่ อินทรีย์มี ๒ นัยยะ คือ

 

นัยยะที่ ๑) อินทรีย์ ๖ คือ ความเป็นใหญ่ทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และใจ

 

นัยยะที่ ๒) ปฏิปทา ๔ แบบ เป็นความหมายของอินทรีย์ในอีกนัยยะหนึ่ง คือ อินทรีย์ ๕ ความเป็นใหญ่ทางจิต ได้แก่ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา เป็นตัวบ่งบอกว่า จะบรรลุธรรมได้เร็ว หรือบรรลุธรรมได้ช้า ขึ้นอยู่กับอินทรีย์นี้มีความอ่อน หรือมีความแก่กล้าอย่างไร?

 

อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) การพัฒนาอินทรีย์ชั้นเลิศในอริยวินัยนี้ คือ น้อมเข้ามาสู่ใจ ไม่ได้พุ่งออกไปข้างนอก แต่เห็นให้ถูกต้องด้วยปัญญาชัดเจนว่า

"มันเป็นของหยาบๆ เป็นโอฬาริก, เป็นของปรุงแต่ง เป็นสงฺขต,

เห็นด้วยปัญญาว่า มันเป็นของที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เป็นปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน"

เห็นด้วยปัญญาแบบนี้ ปัญญานี้เกิดขึ้นที่จิตของเรา น้อมเข้ามาสู่ใจว่า "มันเป็นของหยาบ เป็นของแบบนี้ มันไม่ละเอียด ไม่ปราณีต แต่มีสิ่งที่ปราณีตกว่า กล่าวคือ "อุเบกขา" จิตก็ให้เข้าอยู่ใน "อุเบกขา" แทนที่จะคิดพิจารณาออกไปข้างนอก แต่น้อมเข้าสู่จิตของเรา นี่คือ การพัฒนาอินทรีย์ในอริยวินัยนี้ พัฒนาหูเราแบบนี้ พัฒนาพุ่งเข้ามาในใจ ให้ใจนั้น เราดีขึ้นมาได้

 

แล้ววิธีการพัฒนาทำอย่างไร?"ซึ่งในที่นี้พระพุทธเจ้าก็ได้บอกไว้ถึงในการที่จะให้ไปถึงอนุตตระ คือ แบบยอดเยี่ยม ชั้นเลิศ แบบนั้นด้วยลำดับขั้น ผู้ที่ต้องการที่จะศึกษาในการที่จะพัฒนาตรงนี้ให้เกิดขึ้น ศึกษา พัฒนา พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "เสขะ" คือ ผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่ ยังต้องพัฒนาตัวเองอยู่ ถ้าใครเป็นอย่างนี้ คือ อยู่ในระดับของผู้ที่ยังกำลังพัฒนาอยู่ ผู้ที่ยังจะต้องศึกษาอยู่ คือ พอเห็นรูปด้วยตา, รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ เรื่องราวบางอย่างมากระทบ ก็เกิดความพอใจบ้าง,เกิดความไม่พอใจบ้าง ก็ทำให้เกิดรู้สึกอึดอัด มีการกระทบกระทั่ง มีความรังเกียจอยู่ มีความเบื่อหน่ายอยู่ มีความไม่ชอบใจ เกลียดชังอยู่ในผัสสะต่างๆ ที่มากระทบนั้น อันนี้แสดงว่า ยังต้องศึกษาอยู่"

 

ทีนี้ คือ บางคนอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในทุกๆ ผัสสะ เช่น เสียงต่างๆที่มา ok ไม่มีปัญหาโดยส่วนใหญ่ แต่ถ้าเสียงมาจากคนนี้ หรือว่าถ้าเสียงมาพูดเรื่องนี้ มันจะจี๊ด มันจะมีความไม่พอใจ รู้สึกอึดอัด ถูกกระทบกระทั่ง แสดงว่า ยังมีส่วนที่ต้องพัฒนาอยู่ ก็พัฒนาไปตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย หรือใจ นี่คือ ยังอยู่ในขั้นที่ต้องมีการพัฒนาอยู่ ส่วนที่พัฒนาบางเรื่องบางราวที่พัฒนาได้ดีแล้ว อันนั้นก็ดีแล้ว

 

แล้ววิธีการพัฒนา จะทำอย่างไร? ให้มันดีขึ้นมา ให้มันประเสริฐขึ้นมา พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "อริย-ภาวิตินฺทฺริย" คือ อินทรีย์ที่พัฒนาให้มาสู่ความเป็นอริยะได้ ให้มาสู่ความเป็นชั้นยอดเยี่ยมได้ มีอยู่ ๕ ขั้นตอน

 

 

  • ขั้นตอนที่ ๑) พอมีผัสสะที่น่าพอใจ และไม่น่าพอใจมากระทบ ให้ตั้งสติไว้ให้ดี ตรงนี้ คือ มีสติแล้ว มีสัมปชัญญะแล้ว แล้วให้ทำความเป็นของไม่ปฏิกูล ในสิ่งที่เป็นปฏิกูล สิ่งที่เป็นปฏิกูล นั่นคือ แบบไม่น่าพอใจ สิ่งที่น่าเกลียด สิ่งที่เราไม่ชอบใจ แต่ว่าทำใจให้มีเมตตาในสิ่งนั้น ให้พิจารณาว่า มันก็เป็นเพียงธาตุ ๔ ของอะไรที่มันไม่สวยงาม เช่น อุจจาระ ของเน่าเหม็นอะไรอย่างนี้ เรามีเมตตาในสิ่งนั้นได้ไหม? เราฝึกให้เห็นโดยความเป็นธาตุน้ำบ้าง ธาตุดินบ้างอย่างนี้
  • ขั้นตอนที่ ๒) สิ่งไหนที่มีความเป็นของไม่ปฏิกูล หมายถึง ความเป็นของที่สวยงาม น่าชื่นชม เช่น อาหารอร่อยๆ กลิ่นหอมๆ รูปที่สวยงาม เราพิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูล ในข้อที่ ๒) ก็คือ เห็นโดยความเป็นของที่ไม่น่ายินดี อาหารที่มันมาดีๆ ดูแล้วน่าอร่อย พิจารณาเห็นโดยความเป็นอสุภะ เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงว่า สภาพต่อไปที่มันออกมาจากลำไส้สุดของเราแล้ว มันจะเป็นอย่างไง? เห็นโดยความเป็นของไม่สวยงาม เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งที่น่าสวยงาม น่าปรารถนา
  • ขั้นตอนที่ ๓) คือ เจริญเมตตาโดยเห็นโดยความเป็นธาตุ โดยทั้งสิ่งที่น่าชอบใจ และสิ่งที่ไม่น่าชอบใจ ก็เจริญเมตตาได้ เห็นโดยความเป็นธาตุได้
  • ขั้นตอนที่ ๔) ในทางตรงกันข้ามก็เหมือนกัน เห็นโดยความเป็นอสุภะได้ เห็นโดยความเป็นของไม่สวยงาม เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในทั้งสิ่งที่น่าชอบใจ และไม่น่าชอบใจ คือ ฝึกเห็นแบบนี้
  • ขั้นตอนที่ ๕) ละทั้งที่การพิจารณาเมตตา เห็นโดยความเป็นธาตุ หรือเห็นโดยความเป็นของน่าเกลียด ไม่สวยงาม ละในการที่จะเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง แต่ให้เข้าอยู่อย่าง "อุเบกขา" คือ วางเฉย คำว่า วางเฉย ในทีนี้พระพุทธเจ้าใช้คำว่า "อุเบกขา" หมายถึง การวางเฉย มีสิ่งใดมากระทบปุ๊บ! ไม่ใช่ว่า ไม่ทำอะไรนะ หรือแบบไม่ตอบสนองอะไร ไม่ใช่! แต่จิตใจนั้นให้มีความวางเฉย หรืออีกนัยยะหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับภิกษุที่ชื่อ พาหิยะ ก็คือ "เห็น สักแต่ว่า เห็น", ได้ยิน สักแต่ว่า ได้ยิน คำว่า "สักแต่ว่า" ก็คือ ทำจิตให้มันมีอุเบกขา นั่นเอง ไม่เหมือนกับที่พราหมณ์ปาราสิริยะ เขาสอนว่า "อย่าได้เห็นรูปด้วยตา, อย่าได้ยินเสียงด้วยหู" เขาสอนอย่างนี้ แต่พระพุทธเจ้าสอนว่า "เห็น ก็สักแต่ว่า เห็น", ได้ยิน ก็สักแต่ว่า ได้ยิน ซึ่งในที่นี้ ได้บอกกับท่านพระอานนท์ถึงกระบวนการวิธีว่า "เราตรวจดูว่า ตัวเรายังต้องศึกษา พัฒนา ทำการพัฒนาขึ้นไหม? ยังมีเสขะปฏิบทอยู่ตรงนี้ไหม? ถ้ายังมีความพอใจ ไม่พอใจแล้ว เกิดการกระทบขึ้น แสดงว่ายังต้องศึกษาอยู่ ยังต้องพัฒนาอยู่

 

แล้วจะพัฒนาให้ศึกษาให้ประเสริฐ ให้ความเป็นอริยะเกิดขึ้น ทำอย่างไง?" ๕ ขั้นตอนนี้ ฝึกให้มีความเมตตา, ฝึกให้เห็นโดยความเป็นธาตุในสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ของน่าเกลียดต่างๆ เหล่านั้น, ฝึกเห็นของที่มันน่าพอใจ น่าปรารถนา โดยความเป็นของไม่น่ายินดี เป็นของไม่สวยงาม เป็นของไม่เที่ยง และก็ฝึกให้จิตนั้นเข้าอยู่ในอุเบกขาได้ ในทั้งสิ่งที่น่าปรารถนา และสิ่งที่น่าเกลียดต่างๆเหล่านั้น ฝึกอย่างนี้แล้ว จะให้เกิดความเป็นอริยะ คือ ความประเสริฐ ฝึกไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เกิดความเป็นชั้นเลิศ อนุตตระในอินทรีย์ภาวนา คือ การพัฒนาอินทรีย์นี้ได้"

 

และในเรื่องของการให้ไปสู่อินทรีย์ที่พัฒนาในระดับเลิศ จะบรรลุได้เร็ว หรือได้ช้า ถ้าศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา มีความอ่อนก็จะต้องใช้เวลานานหน่อย หรือถ้ามีความแก่กล้าก็ใช้เวลาได้เร็วหน่อย ซึ่งความแก่กล้า หรือความอ่อนของอินทรีย์ตรงนี้ มันก็ปรับเปลี่ยนได้ คือ บางคนเจ็บไข้ได้ป่วย อินทรีย์ตรงนี้บางทีมันมีความแก่กล้าขึ้นมา หรือบางคนเห็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจ ช็อคขึ้นมา เช่น การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คิดว่าฉันต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว อินทรีย์มีความแก่กล้า อาจจะฟังธรรมได้รู้เรื่องมากขึ้น มีการตั้งใจในปฏิบัติ ทำความดีมากขึ้น อินทรีย์นี้ก็แก่กล้าขึ้นมา ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์สถานการณ์ด้วย เราจะพัฒนาอินทรีย์ของเราให้แก่กล้า ก็พัฒนาตามกระบวนการอินทรีย์ภาวนานี่แหละ จะสามารถที่จะทำการบรรลุธรรม ทำความรู้ ทำความเห็น ทำจิตใจของเรา ที่พัฒนาผ่านทางอินทรีย์ให้มันดีขึ้นได้

 

ในเรื่องราวการพัฒนาอินทรีย์ หรือว่าอินทรีย์ภาวนานี้ ท่านผู้ฟังจะสังเกตเห็นได้ว่า จะมีเรื่องราวที่มาสอดคล้องกันอยู่ในหลายๆ เรื่องที่มาในพระไตรปิฎก ถ้าเราศึกษาความรู้พวกนี้ จะทำให้ความรู้ของเรามีความกว้างขวาง และก็ไม่ใช่รู้จำได้แค่ในสมอง แต่ถ้าเราน้อมนำให้เข้าถึงสู่จิตใจของเราแล้ว สามารถที่จะพัฒนาจิตใจของเรา ทำธรรมะให้เห็นแจ่มแจ้งขึ้นได้แน่นอน

พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "อินทริยภาวนาสูตร" เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖

อ่าน "ปฏิปทา ๔ แบบ (ปฏิปทาวรรคที่ ๒)" เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต