ความลึกล้ำของสุข ๓ ระดับ

HIGHLIGHTS:
  • ความแตกต่างระหว่างความสุขที่เป็นกามสุขในภายใน และความสุขอย่างอื่นที่เหนือกว่ากามสุข
  • เนกขัมมะสุข (การหลีกออกจากกาม) เป็นสุขในแบบที่พระพุทธเจ้าให้อย่ากลัว ให้เจริญให้มาก
  • ความสุขไม่ว่าแบบไหน จิตสามารถเข้าไปยึดถือ กำหนัด ยินดี พอใจ รักใคร่ได้หมด จึงต้องมีสติ ณ เวทนาที่เกิดขึ้นตรงนั้น

บทคัดย่อ

 

“เพราะว่าธรรมนี้เป็นของลุ่มลึก ยากที่จะเห็น ยากที่จะรู้ตาม ธรรมนี้เป็นของสงบระงับ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งถึงได้ด้วยความตรึก ธรรมนี้เป็นของละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้”

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เราจึงจะต้องทำจิตให้มีความละเอียด ลุ่มลึก ประณีต โดยที่รู้จักนอบน้อมต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จิตของเราที่มีการนอบน้อม นั่นคือ เริ่มระงับลงแล้ว ละเอียดๆ ลงแล้ว จะสามารถทำความเข้าใจซึ่งธรรมที่เป็นของสงบระงับนี้ได้

 

ความแตกต่างระหว่าง ความสุขที่เป็นกามสุขในภายใน และความสุขอย่างอื่นที่เหนือกว่ากามสุข เป็นอย่างไร

 

ความสุข...ถ้าเราจะไล่ระดับในทางขาบวกของความสุข ก็จะเริ่มมาจาก ปราโมทย์ (ความร่าเริงเบิกบานใจ) มาที่ ปิติ (ความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจ) ที่ละเอียดลงมาอีกก็เป็น ความสุข แล้วก็มาเป็น อุเบกขา ไล่ไปๆ มีความละเอียด ลึกซึ้งลงไป ความละเอียดที่มาตามปราโมทย์ ปิติ สุข และอุเบกขา สามารถเป็นสิ่งที่ถูกเหนี่ยวนำจากสิ่งภายนอกได้

 

ถ้ามาวัดแล้วยังมีกามสุขอยู่ ยังมีความยินดีในบรรยากาศ ยินดีในคนพูด ยินดีในสิ่งแวดล้อมต่างๆ แล้ว ก็ยังเป็นความสุขโสมนัสที่อาศัยเหย้าเรือนอยู่ ยังอิงอามิสอยู่ ยังเป็นกามสุขทั้งสิ้น ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณไปเที่ยวรีสอร์ทสวยๆ อากาศดีๆ แล้วพอใจในกามสุขนั้น มันต่างกันอย่างไร? เมื่อเปรียบเทียบกับ ปราโมทย์ ปิติ สุข หรืออุเบกขา ชนิดที่เกิดขึ้นจากในภายใน อะไรคือในภายใน อะไรที่อยู่ในใจของเรา?...สิ่งที่อยู่ในใจของเรา ที่มันจะทำให้เรามีความสุข มีปิติ มีปราโมทย์ หรือมีอุเบกขา ชนิดที่เป็นการหลีกออกจากกาม (เนกขัมมะ)

 

พระพุทธเจ้าทรงแยกแจงความสุขไว้หลายอย่าง ในที่นี้จะพูดถึงความสุข ๓ ระดับ คือ

  • ความสุขที่มีสิ่งภายนอกทำให้เกิดขึ้น เป็นความสุขโสมนัสที่อาศัยเหย้าเรือนอยู่ ยังอิงอามิสอยู่
  • ความสุขที่เป็นปราโมทย์ ปิติ สุข อุเบกขา ที่เกิดขึ้นในภายใน มีความคิดอยู่ในใจเป็นไปในเรื่องของความสุขที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู ที่เคยได้รับ ได้ผ่านมาแล้ว อันนี้ยังเป็นความสุขที่เกิดจากกาม อันอยู่ในภายใน ยังเนื่องด้วยเหย้าเรือนอยู่
  • ความสุขที่เป็นปราโมทย์ ปิติ สุข อุเบกขา ที่เกิดขึ้นในภายใน ชนิดที่หลีกออกจากเหย้าเรือน ชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม (เนกขัมมะ)

 

ทั้ง ๓ อย่างนี้ มันวัดกันที่กุศลธรรมและอกุลธรรมที่เกิดขึ้น ตรงจุดที่ว่าถ้าอกุศลธรรมในใจของเราลดลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้นในใจของเรา นี่คือ ความเพียรในจิตเกิดขึ้นแล้ว ความเพียรทางจิตตรงนี้แหละทำให้เกิดสติ ทำให้เกิดสมาธิขึ้น ก็จะมีปราโมทย์ มีปิติ มีสุข มีอุเบกขาได้ ซึ่งเป็นผลของความที่กุศลธรรมเพิ่มขึ้น อกุศลธรรมลดลง ความสุขโสมนัสแบบนี้ เราเรียกว่า ความสุขที่เกิดจากความสงัดเงียบ สุขที่เกิดจากการเข้าไปสงบระงับ สุขที่เกิดจากความรู้ยิ่งความรู้พร้อมหรือความเย็น นี่เรียกว่า “เนกขัมมะสุข” แบบนี้ดี พึงใคร่ครวญ พิจารณาให้ดีๆ ยกตัวอย่าง

 

  • คนๆ หนึ่งมาวัด นั่งอยู่ริมสระ บรรยากาศเย็นสบาย มีเสียงนกร้อง มีปลาอยูในสระน้ำ มองดูวิวสวยงาม แล้วเกิดความสบายใจขึ้น อันเป็นผลของ สิ่งที่เห็น เสียงที่ได้ยิน เป็นความสุขที่เกิดจากตา หู ความสุขนี้เป็น “กามสุข” ไม่ใช่ความสุขที่พระพุทธเจ้ายกย่อง แต่ความสุขแบบนี้ก็ยังดีกว่าความสุขที่เกิดจากการไปผิดศีล
  • คนๆ เดียวกันนี้ นั่งหลับตา เข้าสมาธิ แต่ก็นึกถึงเรื่องราวเก่าที่เคยได้ไปทำความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่งมา ได้เคยไปทานอาหารที่โน้นที่นี่ ได้เคยเลี้ยงพ่อแม่ ทำความดีอย่างใดอย่างมา นึกถึงความสุขโสมนัสที่เคยได้ เคยผ่านมาแล้ว เป็นกามสุขในอดีต ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีสิ่งนั้นแล้ว ผ่านมาแล้วและดับไปแล้ว ความคิดนึกทางใจที่เราคิดนึกตรงนี้ แล้วเกิดความสุขขึ้นมา คือ ความสุขที่อาศัยธรรมารมณ์ที่ผ่านมาทางใจ(มโน)ที่เป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว และนำมาคิดนึกเป็นธรรมารมณ์ในปัจจุบันนี้ แล้วเกิดความสุขขึ้น ความสุขที่นี้ก็ยังเนืองด้วยเหย้าเรือนอยู่ดี ยังอิงอามิสอยู่ดี ซึ่งความสุขที่เกิดขึ้นใหม่ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อก่อนในอดีต
  • กับอีกคนหนึ่ง ที่พยายามตั้งทำสมาธิขึ้น ตั้งสติขึ้น โดยการที่จะไม่ให้จิตไปมีนิวรณ์ ไม่ส่งใจตามไปในความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ สติที่พยายามจะตั้งขึ้นนี้ สิ่งที่เป็นกุศลธรรมก็เกิดขึ้นในมโน คือ ช่องทาง คือใจของเรา ความคิดถึงต่างๆ ที่มันผ่านมาผ่านไป ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ที่ไม่ดีก็ไม่เอาใจไปใส่ทางนั้น สิ่งที่ไม่ดีก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง ความคิดดีๆ ที่เป็นไปในทางกุศลธรรม ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกามก็จะเพิ่มขึ้น จนมาถึงจุดหนึ่งก็จะทำให้มีปิติเกิดขึ้น มีความอิ่มใจ สบายใจชนิดที่ว่า ไม่มีเหตุผล อยู่ๆ มันก็เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาล่อ ลักษณะนี้จึงเป็น เนกขัมมะสุข เป็นความสุขที่เกิดจากความสงัดเงียบ ความสุขที่เกิดจากความระงับของอกุศลธรรมต่างๆ เป็นความสุขที่เกิดจากความรู้ยิ่งในสิ่งที่เป็นกุศลธรรม แยกแยะให้เห็นถึงความละเอียดประณีตภายในจิตของตนเองได้

 

ความสุขในแบบที่สาม เป็นเนกขัมมะสุข เป็นสุขในแบบที่พระพุทธเจ้าให้อย่ากลัว ให้เสพให้มาก ให้เจริญให้มาก ความสุขแบบสองแบบแรก เป็นสุขที่ควรกลัว อย่าทำให้มาก

 

อย่างไรก็ดี เหนือฟ้ายังมีฟ้า ที่ละเอียดแล้วก็ยังมีละเอียดอีก ที่ดีแล้ว ก็ยังมีดีขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นความสุขแบบไหนในสามแบบนี้ จิตเข้าไปยึดถือ กำหนัด ยินดี พอใจ รักใคร่ได้หมด จึงต้องมีสติ ณ เวทนาที่เกิดขึ้นตรงนั้นว่า เวทนาที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นความละเอียด ประณีต เย็นระงับ อุเบกขา ชนิดที่เป็นเนกขัมมะที่ระงับ ถ้าไม่มีสติแล้ว กิเลสมารมันได้ช่องทันที


พระสูตร / เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ฟังเพิ่มเติมเรื่อง "ล้างทอง ล้างแล้วล้างอีกๆ ล้างจนหมด" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 59