กามและความเป็นอมตะ

HIGHLIGHTS:

  • ความหมายของกาม กามคุณ
  • ศีล ๕ เพื่อรักษาผู้บริโภคกาม กุศลธรรมบท ๑๐ คือเอาศีล ๕ มาแตกออก
  • อมตะคือความไม่ตาย
  • เหตุของความเป็นอมตะ
  • อมตะเป็นอนัตตา
  • จิตเป็น chain reaction

บทคัดย่อ

 

กามและความเป็นอมตะ

 

Q: กามในศีล๕กับในกุศลธรรมบท ๑๐ ต่างกันอย่างไร

A: กาม คือความกำหนัดยินดีพอใจในตาหูจมูกลิ้นและกาย เกิดขึ้นในใจ
กามคุณ คือสิ่งของภายนอก อารมณ์อันวิจิตรพิศดารที่มีอยู่ตามธรรมดาของโลก

จิตใจของคนหรือสัตว์ถูกบีบบังคับอยู่ด้วยกาม ทำให้ไปทำในสิ่งไม่ดี พระพุทธเจ้าจึงให้ศีล ๕ เป็นกรอบเป็นตัวครอบไว้รักษาไว้แก่ผู้บริโภคกามทั้งหลาย กามไม่ได้หมายถึงเรื่องตัวผู้ตัวเมียเท่านั้น แต่ยังหมายถึงโดยรวมทั้งหมด ในศีลข้อ ๓ รวมถึงการไม่ทำผิดจารีตด้วย ในส่วนของกุศลธรรมบท ๑๐ คือการเอาศีล ๕ มาแตกออกไป เป็นกาย๓ วาจา๔ มโน๓

 

เพราะกามเป็นเครื่องก่อ เพราะกามเป็นเหตุ เพราะกามเป็นเครื่องบังคับให้กระทำ

 

Q: จิตนี้เป็นอมตะจริงหรือ คำกล่าวที่ว่า จิตเป็นพลังงานไม่สูญหายจริงหรือไม่ ก็ในเมื่อนิพพานแล้วไม่น่าจะเหลืออะไร

A: อมตะ มาจากรากศัพท์คือ มตะ ที่แปลว่าตาย อมตะคือความไม่ตาย จะไม่ตายได้ ก็ต้องไม่เกิด เหตุของความเป็นอมตะ คือความไม่มีอวิชชา จะไม่มีอวิชชา ก็ต้องทำวิชชาให้เกิด วิชชาจะเกิดได้ก็ต้องทำโพชฌงค์ ๗ วิชชาจะเกิดเมื่อรู้อริยสัจ ๔

จะรู้อริยสัจ ๔ ได้ ก็ต้องทำโพชฌงค์ ๗ จะมีโพชฌงค์ ๗ ได้ ก็ต้องมีสติปัฏฐาน จะมีสติปัฏฐานได้ ก็ต้องมีสติ จะมีสติได้ ก็ต้องมีพุทโธ ธัมโม สังโฆเป็นสรณะ พอมีสรณะจะทำให้เกิดสติ พอมีสติปัฏฐาน ๔ ก็เกิดโพชฌงค์ ๗ มีโพชฌงค์ ๗ ก็จะเข้าใจอริยสัจ ๔ เข้าใจแล้วเกิดวิชชา อวิชชาดับ พออวิชชาดับ มรณะก็จะดับ เป็นอมตะ

 

แม้แต่อมตะก็เป็นอนัตตา เพราะความไม่ตายจะเกิดได้ ก็ต้องอาศัยความไม่เกิด

 

ถามว่าอมตะเกิดขึ้นแล้ว มันจะดับมั้ย ก็ขึ้นกับเหตุปัจจัย ถ้าเอาอวิชชาออกไปจากจิต การกลับกำเริบจะไม่มี จิตมีลักษณะเป็น chain reaction เหมือนกระแสน้ำ กระแสไฟ ที่่ดูเหมือนอันเดิมแต่ไม่ใช่อันเดิม เป็นกระแสต่อเนื่อง

“มันมองคนละมุมกัน เรามองจากมุมสัมมาทิฏฐิ ให้เห็นว่าสิ่งต่างๆเป็นอนัตตา พอคุณเข้าใจ เข้าถึงจิตด้วย จนกระทั่งจิตมีความรู้คือวิชชาเกิดขึ้น ความเข้าใจตรงนี้ จะพ้นเลย พ้นจากกระแสของนามรูป จากการที่จะต้องมาเกิดมาดับ ความพ้นตรงนี้คือเหนือโลก เป็นโลกุตตระ แล้วเหลืออะไร ดับหมดแล้วมันจะเหลืออะไร มันไม่เหลืออะไร ที่จะไปยึดถือ”

พระสูตร / ถอดเทป

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน.........