บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก

 

“ภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ๔ ประเภทเหล่านี้ มีอยู่ หาได้อยู่ในโลก คือ ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีบางตัวในกรณีนี้ พอเห็นเงาของปฏักก็หวาดหวั่น สำนึกได้ว่า วันนี้สารถีผู้ฝึกม้า จะให้เราทำการอะไรหนอ? เราจักสนองเขาอย่างไร? ม้าอาชาไนยพันธุ์ดีบางตัวในโลกนี้ เป็นอย่างนี้...”

“...ภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ๔ ประเภทนี้แล มีปรากฎอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวกนี้ ก็มีปรากฎอยู่ในโลก ๔ จำพวกเหล่าไหน? คือ

บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในกรณีนี้ ได้ยินว่า ในบ้าน หรือนิคมโน้น มีหญิง หรือชาย ผู้ถึงความทุกข์ หรือได้ตายลง ดังนี้ เขาก็สังเวช ถึงความสลดใจ เพราะเหตุนั้น ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีตนส่งไปในแนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า "บุรุษอาชาไนย ผู้เจริญชนิดนี้ มีอุปมาเหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญ ที่พอเห็นเงาของปฏักก็สังเวช ถึงความสลดใจ ฉันนั้น"

ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคน ในกรณีนี้ ไม่ได้ยินว่าในบ้าน หรือนิคมโน้น มีหญิง หรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือได้ตายลง แต่เขาได้เห็นหญิง หรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือตายลง เห็นด้วยตนเอง เขาก็ถึงความสังเวช ถึงความสลดใจ เพราะเหตุนั้น ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีตนส่งไปในแนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า "บุรุษอาชาไนยผู้เจริญชนิดนี้ ว่ามีอุปมา เหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญ ที่ถูกเขาแทงด้วยปฏักที่ขุมขนแล้ว ก็สังเวช ถึงความสลดใจ ฉันนั้น"

ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในกรณีนี้ ไม่ได้ยินว่าในบ้าน หรือนิคมโน้น มีหญิง หรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือได้ตายลง ทั้งเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยตนเองว่า มีหญิง หรือชาย ผู้ถึงความทุกข์ หรือตายลง แต่ญาติ หรือสายโลหิตของเขาเป็นผู้ถึงความทุกข์ หรือได้ตายลง เขาก็สังเวชถึงความสลดใจ เพราะเหตุนั้น ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีตนส่งไปในแนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า "บุรุษอาชาไนยผู้เจริญชนิดนี้ว่า มีอุปมาเหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญ ที่ถูกเขาแทงด้วยปฏักที่หนัง ก็สังเวช ถึงความสลดใจ ฉันนั้น"

ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ยินว่าในบ้าน หรือนิคมโน้น มีหญิง หรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือได้ตายลง และทั้งเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยตนเอง ว่ามีหญิง หรือชาย ผู้ถึงความทุกข์ หรือตายลง และทั้งญาติ หรือสายโลหิตของเขา ก็ไม่ได้เป็นผู้ถึงความทุกข์ หรือได้ตายลง แต่ว่าตัวเขาเองถูกต้องแล้วด้วยทุกขเวทนาที่เป็นไปในสรีระ ซึ่งกล้าแข็ง เจ็บแสบเผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ แทบจะนำไปเสียซึ่งชีวิต เขาก็เกิดความสังเวช ถึงความสลดใจ เพราะเหตุนั้น ครั้นสลดใจแล้ว ก็เริ่มตั้งความเพียรโดยแยบคาย มีตนส่งไปในแนวธรรมะ ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า “บุรุษอาชาไนยผู้เจริญชนิดนี้ว่า มีอุปมาเหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญ ที่ถูกเขาแทงด้วยปฏัก ถึงกระดูก ก็สังเวช ถึงความสลดใจ ฉันนั้น”

นี่แหละ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก ซึ่งมีอยู่ หาได้อยู่ในโลก”

สารถี คือ ผู้ฝึก เขามีวิธีฝึก หนึ่งในเครื่องมือ คือ ปฏัก สัตว์ที่มีความอาชาไนยจะรู้ถึงความที่ต้องเตือน ต้องด่า ต้องว่า เป็นเหมือนกับเสนียดจัญไร แล้วเขาจะเอาใจมาเพ่งอยู่ในการทำอะไรที่มันจะต้องไม่ถูกตี ถูกด่า ถูกว่า การเตือนกันจริงๆ เขามาตามผัสสะ เรามีผัสสะอย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบ ถ้าผัสสะอย่างใด อย่างหนึ่งมากระทบแล้ว แล้วคุณรู้ว่า "อันนี้มันเป็นความทุกข์นะ นี้เป็นความไม่ดีนะ แล้วเราเกิดความสลดสังเวช ถึงความสลดใจ นี่ตรงนี้เป็นเงื่อนไขนะ คนที่จะเป็นอาชาไนยได้ ถึงความเป็นอาชาไนยได้ ต้องไล่ลำดับลงไป"

คำว่า "สลดสังเวชใจ" คือ เป็นอารมณ์ว่า ฉันจะต้องทำอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ มีความตื่นตัว มีความตกใจ มีความสังเวชใจ มีความที่จะต้องทำอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้ คือ มีความเพียรเกิดขึ้นแล้วนะ มีความแน่วแน่จริง แล้วทำ ทำตามธรรมะ ทำหน้าที่ที่ควรทำ แล้วเว้นสิ่งที่ควรเว้น มีตนส่งไปในแนวธรรมะ แล้วทำด้วยนะ ทำให้แจ้ง จนถึงที่สุดเลย ทำตลอดไปด้วย ไม่ใช่แค่ทำไปตลอดแล้ว ไม่เกิดผลอะไร แต่ทำไปตลอดแล้วจนเกิดผล เกิดผลมีปัญญาเกิดขึ้น

จุดเริ่มอยู่ตรงที่ว่า เรามีความสลดสังเวชใจเกิดขึ้น จากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้ว ให้เกิดความสลดใจ ให้เกิดความสังเวชใจ ไม่จมปลักอยู่ในความทุกข์นั้น ปัญหานั้น แต่เปลี่ยนจากความทุกข์ ความโศกความเศร้า เป็นความสลดสังเวชใจ

เปลี่ยนอย่างไง?"เปลี่ยนตรงที่ พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วว่า “ของที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็ย่อมตายไปของที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ถึงวันมันก็ต้องเสื่อมไปสิ้นไป ฉิบหายไปเป็นธรรมดาของมันอย่างนี้” ตรงนี้แหละ คือ ความสลดสังเวช ให้เห็นตรงนี้ พอเห็นตรงนี้ ก็จะเกิดการทำจริงแน่วแน่จริง สลดสังเวชแล้ว ถ้าไม่ทำจริงแน่วแน่จริง อันนี้ยังไม่ใช่สลดสังเวชจริง พอสลดสังเวชแล้ว ต้องมีความรู้สึกว่า ฉันต้องทำอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นความเพียร “ความเพียร คือ วิริยะ” เป็นการทำจริงแน่วแน่จริง ทำเลย ทำให้ถึงที่สุดแห่งผลที่จะเกิดขึ้นได้"

พอจิตเริ่มมีธรรมะ เพราะมีความสลดสังเวชแล้ว ก็เริ่มนุ่มลงอ่อนลง มีความเมตตากัน มีความสามัคคีกันให้เกิดขึ้นได้ แล้วสามัคคีกันให้ไปตลอด ความเป็นอาชาไนยจะเกิดขึ้นได้ในจิตในใจของเรา"