ธรรมสากัจฉา-ความตายไม่เท่ากับความสงบระงับ

“ความตายไม่เท่ากับความสงบระงับของสังขาร ความตายยังเป็นการปรุงแต่งอยู่ เพราะอะไร เพราะอาศัยเหตุปัจจัยคือการเกิด เพราะฉะนั้นความเข้าไปสงบระงับของความตาย ไม่ใช่ว่าปรุงแต่งให้ความตายดับไป แต่ต้องไปทำให้การเกิดมันดับไป เราจะไม่ให้มีการเกิด เราต้องดับที่ภพ ไล่ไปจนถึงอวิชชา มันจึงสงบระงับเป็นขั้นๆไป จะทำอวิชชาให้ดับไป ต้องทำวิชชาให้เกิดขึ้น ตรงนี้จึงเป็นนิพพาน”

Q:ข้อที่ว่าการเกิดเป็นทุกข์นั้นเข้าใจ แต่มรณํ ปิตุขํ แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ทุกข์อย่างไร ตอนไหน ใครทุกข์
A:การเกิด การแก่ การตายนั้นเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ที่เกิดกับบุคคลนั้นเอง กล่าวคือการเกิดมีทุกข์3ระยะ ทุกข์ขณะอยู่ในครรถ์ ทุกข์ขณะออกจากครรถ์ ทุกข์จากผลพวงของการเกิด การแก่คือการหมดกำลัง มีโรคภัยไข้เจ็บ มรณํ ปิตุขํ ความตายเป็นทุกข์ ทุกข์ของคนตาย คือความสุขที่มันจะได้ มันจะไม่ได้ มันเลยทุกข์

Q:ความเข้าไปสงบระงับสังขารทั้งหลายเป็นสุขอย่างยิ่ง ขัดกับความตายหรือไม่
A:ความตายและความสงบระงับไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน ตายต้องมีเหตุของการตาย การตายจึงจะเกิดขึ้นได้ เหตุของการตายคือการเกิด ตายแล้วแต่ไม่ได้สังขารสงบระงับ แต่สังขารถูกกลับปรุงแต่งขึ้นมาอีก เพราะมีเหตุของการตาย การตายนี้แหละจึงเป็นการปรุงแต่งขึ้นมาตามเหตุคือการเกิด แต่ความเข้าไปสงบระงับสังขารทั้งหลายคือการดับที่เหตุ เมื่อเหตุดับ การตายก็จะดับ

Q:ศาสนาต่างกับปรัชญาอย่างไร และหลักสมชีวิตากับหลักพอเพียงสอดคล้องกันอย่างไร
A:พระพุทธเจ้าใช้คำว่าศาสนาหมายถึงคำสอน ไม่ใช่สิ่งที่จะมายึดถือไว้ ต่างกับคำว่าreligionที่มีรากศัพท์มาจากความยึดถือ จุดประสงค์ของคำสอนหรือศาสนาก็คือเพื่อที่จะละราคะโทสะโมหะ เพื่อความรู้ยิ่งความรู้พร้อม นิพพาน ใช้งานได้จริง แต่ปรัชญามีความหมายในทางขบคิดในทางสมอง ไม่สามารถใช้งานได้จริง
สมชีวิตาคือให้มีรายรับท่วมรายจ่าย อย่าให้รายจ่ายท่วมรายรับ

Q:ปัญญา วิปัสสนา ญาณ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
A:เป็นคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน พระพุทธเจ้าเลือกใช้ในเวลาที่แตกต่างกัน

Q:สิ้นเชิงมีความหมายว่าอย่างไร
A:บริสุทธิ์บริบรูณ์สิ้นเชิง สิ้นเชิงนี้หมายถึงพระอรหันต์ คือไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เหลืออยู่เลย บริสุทธิ์หมดจดสิ้นเชิง