ธรรมสากัจฉา-เข้าใจกรรมจะพ้นกรรม

“อย่าพึ่งกลุ้มใจ นี่คือ ลักษณะการทำงานของกรรม พอเราเข้าใจแล้ว ก็ให้ทำความเข้าใจในขั้นตอนต่อไปว่า ไอ้ความขมหรือว่าความหวาน ที่เป็นผลที่จะเกิดขึ้นจากความดีหรือความชั่วที่เราทำ มันจะขมมากหรือขมน้อย หรือหวานมากหรือหวานน้อย มันก็อยู่ที่ว่าสารละลายที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร”

Q1: สามีเคยให้แฟนเก่าไปทำแท้ง กรรมนี้จะตกถึงภรรยาและลูกในปัจจุบันหรือไม่ กังวลใจมาก และจะชดใช้กรรมได้อย่างไร

A1: การให้ผลของกรรมแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ให้ผลในปัจจุบัน, ให้ผลในเวลาถัดมา, ให้ผลในเวลาถัดมา ๆ อีก การให้ผลถัดมาในกรณีนี้คือ การที่ภรรยามีความร้อนใจกลุ้มใจจากการทำผิดศีลในอดีตของสามีว่าจะมีผลต่อครอบครัวอย่างไร ผลของกรรมจะขยายวงกว้างไปในสิ่งที่เรารักเราชอบใจ กล่าวคือ ถ้าเป็นกรรมดีก็จะให้ผลเป็นความดีความงาม มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในสิ่งที่เราพอใจ ถ้าเป็นกรรมชั่วก็จะให้ผลเป็นความเจ็บแสปเผ็ดร้อน มีสิ่งไม่ดีในสิ่งที่เรารักพอใจ ผลนั้นอาจเกิดกับลูกเมีย เป็นต้น แต่ผลของกรรมนั้นสามารถทำให้เจือจางลงได้ ดั่งที่พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนความเค็มของเกลือหรือผลของกรรมชั่วที่เจือจางลงได้ตามปริมาณน้ำหรือบุญที่มากขึ้น ถ้าเรามีความดีมาก ผลของกรรมที่ได้ทำไว้ก็จะออกมาเบาบางน้อยลง ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ผล ก็จะได้ผล แต่จะเบาบางลง

Q2: ในภาพรวมทั้งครอบครัวควรทำอย่างไร ให้ผลกรรมนั้นตกแก่ลูกสาวในปัจจุบันน้อยที่สุด

A2: พระพุทธเจ้าตรัสว่า “กรรมชั่วอะไรที่เราเคยทำมาทางกาย ที่เราทำผ่านมาแล้ว แล้วมันไม่ดี ให้เปิดเผยออกมา” นี่คือ สิ่งที่สามีทำ เป็นความกล้าหาญของเขา รักษาสติสำรวมอินทรีย์นี่คือขั้นที่ 1, ขั้นที่ 2 คือจะไม่ทำอีก, ขั้นที่ 3 คืออะไรที่ทำผิดพลาดมาแล้ว ก็ให้เป็นบทเรียน ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่คนที่ตายไปแล้ว, ขั้นที่ 4 คือไม่ประมาท หมั่นสร้างกุศล ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ความเบาบางของผลกรรมก็จะลดไปตามลำดับ

Q3: หลักการวางจิตในพรหมวิหารสี่ เมื่อสงสารเขาแต่ไม่สามารถช่วยได้

A3: พรหมวิหาร ๔ ประกอบด้วย เมตตา คือ การมองกันด้วยสายตาแห่งความรักใคร่กันเป็นอยู่, กรุณา ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์, มุทิตา อนุโมทนาเมื่อเขามีความสุข, อุเบกขา คือการวางเฉยในผัสสะที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นมากระทบ ไม่ให้จิตของเราตกไปในแดนอกุศล ใช้อุเบกขาเป็นตัวเบรคจิตเมื่อจิตจะไปแดนไม่ดี เมื่อไม่สบายใจที่ไม่สามารถช่วยได้

Q4: ถ้าเราต้องทำงานกับผู้ที่มีมานะมาก ควรใช้หลักธรรมข้อไหน

A4: พระพุทธเจ้าตรัสถามกลุ่มพระอนุรุทธะถึงการอยู่ร่วมกันว่าทำเช่นใด ท่านตอบว่า “ท่านเก็บจิตของตัวเอง แล้วก็ทำตามความคิดของคนอื่น” ดังนั้นเราก็ตั้งสติทำตามคนอื่น เก็บจิตของตนไว้ และตั้งสติเจริญเมตตา แผ่เมตตาให้เขาไป ส่วนการทำงานก็ทำให้เกิดความสามัคคี ให้อยู่ในมรรค๘ ก็จะไปกันได้

“อย่างไรก็ตาม ตัวเราเองไม่ควรที่จะต้องมาทุกข์ในเรื่องนี้ ก็ทำงานไป ทำงานไปก็ให้มีสติรักษาจิตของตัวเอง ต่อให้เขาดีหรือไม่ดี เราไม่ควรจะต้องทุกข์”