ตอบคำถาม-เสวียนรองจิตคือมรรค ๘

Q: ความชั่ว ความบาป ความผิดศีล มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

A: 3 คำนี้ก็เป็นในทางไม่ดีแล้ว "ความชั่ว" คือ สิ่งที่ไม่ดี (อกุศลกรรมบท ๑๐) คือ ทางกาย ๓ (การฆ่าสัตว์, การลักทรัพย์, การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา ๔ (พูดโกหก,พูดคำหยาบ,พูดเพ้อเจ้อโดยไม่หลักฐานอ้างอิง,พูดยุยงให้แตกกัน) ทางใจ ๓ (ความคิดในทางเพ่งเล็ง,ความพยาบาท,มีมิจฉาทิฏฐิ) นี่เป็นความชั่ว ๑๐ อย่าง

"ความบาป" คือ ชื่อของความทุกข์ ถ้าจะตรงกันข้าม ก็คือ "บุญ" พระพุทธเจ้าบอกว่าบุญ คือ ชื่อของความสุข ความบาปนั้นยังรวมถึงผลที่มันจะให้เป็นความทุกข์ ความเผ็ดร้อน

"การผิดศีล" นี่เฉพาะเจาะจงลงมา เรื่องของทางกาย และวาจา

เพราะฉะนั้น ถ้าทำความชั่ว คือ อกุศลกรรรมบท ๑๐ ก็จะได้บาป บาปนี้สะสม ๆ วิบากของบาปก็จะเป็นความทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความขม ความไม่อร่อย ความไม่ดีต่าง ๆ นา ๆ

บางคนคิดว่าทำชั่วมันเป็นบุญ คือ บางคนคิดว่า ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือว่า พูดเล่นตลก โปกฮา ให้คนเขาตลก บันเทิง จะเป็นบุญ เข้าใจไหม? เพราะคิดว่าบุญ คือ ชื่อของความสุข...อย่างคุณฆ่าคนเพราะอะไร? เพราะว่าเป็นนักรบ ต้องรักษาความปลอดภัย นายสั่งก็ต้องทำ...ฆ่าคนอย่างนี้ใช่ไหม? ทำความชั่วแน่นอน มันเป็นการฆ่าสัตว์ คิดว่าเป็นบุญ เพราะว่าเขาสั่ง ทำตามหน้าที่ เป็นบุญซิ คิดว่างั้น หรือว่าศาลก็พิจารณาตามตัวบทสั่งประหารชีวิตเขา อันนี้เป็นความชั่ว แต่คิดว่าตัวเองได้บุญ เพราะว่าทำตามหน้าที่ มีความซื่อสัตย์ ก็คิดกันไป หรือว่า เล่นตลกโปกฮา คุณเป็นอาชีพนักแสดง เล่นให้มันมีความสนุกบันเทิง พูดเพ้อเจ้อนะ พูดโกหกด้วย แต่คิดว่าอันนี้มันจะเป็นบุญ ทำความชั่วแต่มีความคิดว่า มันจะได้ผลเป็นความดี อันนี้คิดผิดไง

อันนี้พระพุทธเจ้าก็ได้เตือนไว้หลายแง่มุม เกี่ยวกับเรื่องของนักแสดงหรือนักรบที่อาจจะไปตกนรกได้ ถ้าเผื่อว่า ตั้งจิตไว้ไม่ถูก รักษาจิตไว้ไม่ถูก คือ ความชั่วยังไงมันไม่มีทางจะเป็นบุญได้ มันไม่มีทางจะเป็นความดีได้ มันจะไม่มีทางเป็นความสุขได้ ต่อให้คนเขาทั้งโลกเขาบอกว่า คุณทำดีแล้วน่า เป็นบุญน่า ทำอย่างเนี้ย มันดี แต่ถ้าเราทำความชั่ว ต่อให้คนอื่นเขาบอกว่าดีอย่างไงมันก็ไม่ดีขึ้นมาได้

แต่ถ้าเราทำความดี (กุศลกรรมบท ๑๐) เป็นสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ อาจจะไม่มีชื่อเสียง อาจจะไม่ได้มีใครยกย่องนับหน้าถือตา มีเงินทองมากมาย หรือว่ามีชื่อเสียงเกียรติยศ แต่ความดีที่เป็นบุญ ยังไงมันก็เป็นบุญอยู่ดี

ในทางกลับกัน คนที่มีชื่อเสียง มีเงินมาก ไม่ได้หมายความว่า เขาจะทำถูกเสมอไป สิ่งนั้นอาจจะไม่ได้เป็นบุญเสมอไปก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องแยกแยะให้ดี ระหว่างความดีที่หมายถึง ความดีของใคร กับ เรื่องบุญ กับ เรื่องบาปที่อาจจะเกิดเป็นผัสสะที่จะให้ผลในความที่แตกต่างกันไป

เพราะฉะนั้น อย่าเอาบาป บุญ มาปนกับเรื่องของ ชั่ว หรือว่า ดี หมายความว่า ดีตรงฝ่ายชั่ว หรือว่า ดีตรงฝ่ายบุญ หรือว่า ดีของใคร จึงต้องใช้คำให้มันถูกสักนิดนึง

Q: "กรรมฐาน" พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนไว้หรือไม่? มีกี่แบบ? แล้วก็จะใช้เครื่องอะไรวัดว่า เราควรจะใช้กรรมฐานแบบไหน?

A:กรรมฐาน เป็นฐานที่ตั้งแห่งการงานของจิตได้ คุณจะใช้อะไรเป็นฐานที่ตั้งแห่งการงานของจิต?"เช่น ลมหายใจ การที่เราจะตั้งจิตไว้เกี่ยวกับในอิริยาบท การให้จิตเราอยู่ในกาย การให้จิตเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นต้น

พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง ที่ตั้ง ฐานที่รองจิต เสวียนรองจิต นั่นก็คือ มรรค ๘...อะไรที่จะทำให้เกิดมรรค ๘ ได้ ทั้งหมดกรรมฐานมี ๔๐ วิธี เป็นอนุสติ ๑๐,กสิณ ๑๐ อะไรก็ว่ากันไป

จริง ๆ แล้วเอาแค่ เรารักษาศีล เราพยายามที่จะไม่โกหก พยายามที่จะไม่พูดเพ้อเจ้ออย่างนี้ การที่คุณรู้ว่า วาจาอย่างนี้เพ้อเจ้อ วาจาอย่างนี้ไม่เพ้อเจ้อ อันนี้้เป็น สัมมาทิฏฐิ แล้ว คุณมีสัมมาทิฏฐิแล้ว การที่คุณจะตั้งสติเอาไว้ว่า ฉันจะไม่พูดเพ้อเจ้อ ฉันจะพูดคำจริง มีหลักฐานที่อ้างอิง การตั้งสติของคุณตรงนี้ก็เป็น สัมมาสติ แล้ว คุณพยายามที่จะทำให้มันเกิดขึ้น การไม่พูดเพ้อเจ้อ คุณพยายามละ สิ่งที่มันจะเพ้อเจ้อออก ความพยายามตรงนี้ของคุณก็เป็น สัมมาวายามะ แล้ว

แค่นี้เรามีมรรคตั้งหลายข้อแล้ว มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาวาจา สัมมาวายามะ สัมมาสติ ทำไป ๆ มีปีติเกิดขึ้นในใจ มีแต่เรื่องดีๆมากขึ้น เป็นสัมมาสังกัปปะแล้ว แต่ถ้ากายเรารักษาได้ด้วย จิตเป็นอารมณ์อันเดียวขึ้นมาตรงนั้นก็มีมรรค ๘ แล้ว ตรงนี้ก็เป็นฐานที่ตั้งแห่งการงานของจิตได้เหมือนกัน จริง ๆ มันก็จะมี สีลานุสสติ ที่เป็น ๑ ในอนุสสติ ๑๐ ที่ใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งการงานได้เหมือนกัน คือ การระลึกถึงเรื่องของศีลที่เราพยายามทำ หรือที่เราได้ทำมาแล้ว ดีทั้งนั้น

Q: การบริจาคเงินผ่านบัญชีของวัด นี่คือกรณีที่ ๑ กับการบริจาคเงินโดยหยอดตามตู้ต่างๆที่วัด คุณสมจริงคิดว่า ใน ๒ ลักษณะนี้เป็นการให้ทานที่มีผู้รับ และผู้รับนี่ก็เป็นเนื้อนาบุญด้วย มีความเข้าใจว่าอย่างนี้ ถามว่าความเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่? ส่วนการบริจาคตามตู้ต่าง ๆ ที่เขาวางไว้นอกเหนือจากที่วัด เช่น ตามมูลนิธิอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัด ยังรวมถึงการบริจาคตามซองกฐิน ผ้าป่าให้กับผู้ที่มีเรี่ยไรเนี่ย รวมถึงการให้สิ่งของกับผู้ที่มาขอ เป็นต้นเนี่ย คิดว่ามันไม่ใช่เป็นการให้ทาน ชนิดที่ให้กับเนื้อนาบุญ ก็เลยถามมาว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร?

A:ในประเด็นที่เกี่ยวกับ เรื่องของการให้ทาน ข้าพเจ้าคิดว่า มันเป็นเรื่องของการที่เราแบ่งจ่ายทรัพย์ใช่ไหม นี่เป็นส่วนหลักที่สำคัญ ที่ทำเพื่อสังเคราะห์ กับ ทำเพื่อหวังบุญ

ส่วนประเด็นที่ ๒ ในข้อนี้ก็คือ เรื่องของเนื้อนาบุญ เรื่องของผู้รับ เราก็ต้องดูว่า อันไหนเป็นผู้รับเราจะใช้งบประมาณส่วนไหน เราก็พิจารณาเอาตามสมควร นั่นเอง

Q:"อุตริมนุสธรรม" ซึ่งแปลว่า ธรรมที่เหนือของมนุษย์ คำถามก็คือว่า แล้วทำไมพระพุทธองค์จึงห้ามภิกษุอวดอุตริมนุสธรรมตรงนี้

A:“อุตริมนุสธรรม” คือ ธรรมที่มันเหนือของมนุษย์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป เช่น มนุษย์ทั่ว ๆ ไปนี่ เขาก็รักษาศีล ๕ ได้ พอควบคุมกายควบคุมวาจาได้ ทีนี้เหนือคนขึ้นมาก็คือ เขาสามารถรักษาใจของเขาได้ ไล่ไปตั้งแต่เรื่องของสมาธิขึ้นไป สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะดูที่คุณธรรมตรงนี้ว่า “ศีล” คือ คุณธรรมของมนุษย์ทั่วๆไป “สมาธิ” และ “ปัญญา” นี่สูงขึ้นไปถึงระดับเหนือของคนทั่ว ๆ ไป “เหนือ” นี่คือ “อุตริ” คือ ดีกว่า ประเสริฐกว่า เหนือกว่าของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป อันนี้คือ แสดงให้ดู

ประเด็นคือ ถ้าเผื่อว่าเราพยายามทำคุณธรรมที่มันเหนือกว่าของมนุษย์สักข้อใดข้อหนึ่ง เช่น สมาธิ เช่น ปัญญา พยายามทำ มีใช่ไหม? มีแล้วก็แสดงให้ดู อันนี้ก็ไม่มีปัญหา หรือว่าแค่พูดให้ฟัง ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่มีแล้วเงียบไว้ อันนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่มีคุณธรรมนั้น แล้วมาบอกว่า มี อันนี้มีปัญหา คือ ถ้าเป็นพระ คุณก็ขาดจากความเป็นพระ คือ ปาราชิก ถ้าเป็นฆราวาส คุณก็ผิดศีล เช่น บางทีฉันไปปฏิบัติธรรมสักที่ใดที่หนึ่ง แต่ว่าจิตไม่เป็นสมาธิหรอก แบบว่าฟุ้งซ่านบ้าบอ วางไม่ได้สักที แต่กลับมาบอกแม่อย่างนี้ว่า แม่ผมทำได้เต็มที่ ดีมากเลย อันนี้คือ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ถ้าเป็นพระก็ปาราชิก ถ้าเป็นฆราวาสก็ผิดศีล คือ พูดปด

นี่คือ เหตุผลว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงไม่ให้อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน เพราะถ้าเป็นพระก็ปาราชิก,ถ้าเป็นฆราวาสก็ผิดศีล คือ พูดโกหก

Q: คำว่า “เฉย ๆ” กับคำว่า “อุเบกขา” ๒ คำนี้ เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร?

A:คำว่า “อุเบกขา” ของพระพุทธเจ้านี่ ท่านหมายถึง “ความวางเฉย” ถ้าคำว่า เฉยๆ ของคุณสมจริง หมายถึง การวางเฉยแล้ว มีอะไรมากระทบแล้ว วางเฉยได้ ก็จะมีความหมายเหมือนกับคำว่า อุเบกขา คือ

  • มีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสุขมากระทบ ก็วางเฉยได้
  • มีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขมากระทบ ก็วางเฉยได้

เฉย ๆ นั้น ก็จะมีความหมายเหมือนกับ คำว่า "อุเบกขา" แต่ถ้าคำว่า เฉย ๆ ของคุณสมจริง ไปเหมือนกับคำว่า ไม่ทุกข์ไม่สุข อันนี้ก็จะแสดงว่า มันจะไม่เหมือนกัน เพราะคำว่า ไม่ทุกข์ไม่สุขจะเป็นเวทนา ก็คือ อทุกขมสุขเวทนา

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ใน พระสูตรหนึ่งบอกว่า

  • ถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสุข สุขเวทนาก็จะเกิดขึ้น
  • ถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ ทุกขเวทนาก็จะเกิดขึ้น
  • แต่ถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ความไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขที่เป็นเวทนา มันก็จะเกิดขึ้น

ทีนี้ประเด็นคือว่า ถ้าผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์มันดับไป ทุกขเวทนาก็ดับไป

  • ถ้าผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสุขมันดับไป สุขเวทนาก็ดับไป
  • ถ้าผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่ไม่สามารถจะบอกได้ว่า มันเป็นทุกข์ หรือมันเป็นสุข มันดับไปแล้ว ผัสสะนั้นดับไป ความรู้สึกที่ไม่สามารถจะบอกได้ว่า มันทุกข์ หรือมันสุขก็จะดับไป

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ เหมือนกับไม้สีไฟ ๒ อัน สีกันอยู่ มันก็เกิดความร้อน เกิดควันขึ้น พอเอาไม้สีไฟ ๒ อันออกจากกัน ความร้อนก็ลดลง เปลวไฟก็หายไป เวทนาเหล่านั้นก็ดับไป ดับไปแล้วเหลืออะไร ก็เหลือ อุเบกขา เพราะฉะนั้น  "อุเบกขา"มันจะไม่เหมือนกับ"อทุกขมสุขเวทนา"