สากัจฉาธรรม-สัมมาสมาธิ

Q1: ระหว่างการทำสมาธิกับการเหม่อลอยแบบฝันกลางวัน มีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะตอนที่เหม่อลอยแบบฝันกลางวันก็มีใจจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในขณะที่การทำสมาธิก็มีใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเหมือนกัน บางครั้งก็พบว่าตอนที่รู้ลมหายใจก็มีใจเหม่อลอยในเรื่องอื่นๆบ้างเหมือนกัน

A1: การเหม่อลอยแบบฝันกลางวันถือว่าเป็นการทำสมาธิแบบหนึ่ง เพราะมีใจจดจ่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีวิตก วิจารณ์ ทั้งนี้การทำสมาธิกับการเหม่อลอยแบบฝันกลางวันจะมีความต่างกันที่ความคิดที่เราเข้าไปคิด ดังนี้

  • การทำสมาธินั้นจิตจะไม่น้อมไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน แต่คนที่เหม่อลอยอาจจะมีความคิดไม่ดีเหล่านี้แวบเข้ามาได้บ้าง
  • การเหม่อลอยแบบฝันกลางวันจะมีความเพลินไป ไม่มีสติ ไม่เห็นตามความเป็นจริง ในความไม่เที่ยง โดยการเป็นอนัตตา อย่างไรก็ตามคนที่ทำสมาธิก็สามารถเพลินได้ มีสุขเวทนา พอใจ กำหนัด เกลือกกลั้ว ยินดีไปกับความสุขที่เกิดจากการทำสมาธินั้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิ

บางครั้งการทำสมาธิอาจจะมีทั้งแบบที่มีความคิดก็มี หรือแบบที่นิ่งเงียบก็มี แต่ต้องไม่น้อมไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน เหม่อลอยได้บ้างแต่ต้องไม่ลืมหลงลมหายใจ ในบางครั้งการทำสมาธิอาจจะมีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้นได้บ้าง ให้ฝึกจิตตริตรึกไปในส่วนที่เราทำสมาธิได้แม้จะเป็นเพียง 1-2 ลมหายใจหรือเป็นเวลาที่น้อยมากก็ตาม โดยพิจารณาถึงปัจจัยที่ทำให้เราทำสมาธิได้ เช่น การรักษาศีล ฟังพุทธพจน์บทใดบทหนึ่ง การรับประทานอาหารพอประมาณ เป็นต้น ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “แค่เรามานึกถึงอานาปานสติชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เหินห่างจากฌานทำตามคำสอนของพระศาสดา”

Q2: ตอนที่พบว่าตนเองรู้ลมหายใจก็มีใจเหม่อลอยในเรื่องอื่นๆบ้างนั้น ถือว่าการทำสมาธินี้เป็นลักษณะของการตกอยู่ในภวังค์ ครึ่งหลับครึ่งตื่น (Trance) หรือเป็นลักษณะการสะกดจิตหรือไม่

A2: ผู้ที่ตกอยู่ในภวังค์ ครึ่งหลับครึ่งตื่น (Trance) หรือถูกสะกดจิตนั้นจะไม่มีสติเต็มที่ แต่คนที่ทำสมาธิอย่างถูกต้องอยู่ในสัมมาสมาธิจะมีสัมมาสติควบคู่อยู่ ซึ่งจะต้องนำไปสู่การพ้นทุกข์ ทำให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ละตัณหา และรู้แจ้งตามมรรค ดังที่พุทธพจน์บทหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “องค์ประกอบของสัมมาสมาธิมีอยู่ 7 อย่าง อันได้แก่ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ และสัมมาสติ ได้อยู่แวดล้อมจิตที่เป็นหนึ่งนั่นคือ สัมมาสมาธิ”

Q3: อาพาธในการทำสมาธิ หมายความว่าอย่างไร

A3: อาพาธ หมายถึง การป่วย นั่นคือจิตป่วยที่เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ ต้องแก้ไขโดยการทำสมาธิเพื่อทำให้ราคะ โทสะ โมหะดับไป ซึ่งอาจจะกำเริบกลับมาได้อีกหากยังมีรากเหง้าหลงเหลืออยู่ ทั้งนี้จะทำให้เกิดผลเสียเป็นการรบกวนและทำให้สมาธิติดขัด ไม่ต่อเนื่อง หากนำมาประยุกต์ใช้กับระดับชองการทำสมาธิ จะหมายถึงว่า เมื่อเราปฏิบัติสมาธิในฌานที่ระดับใดๆ แต่มีคุณธรรมที่เกิดจากฌานในระดับที่ต่ำกว่า นั่นแปลว่าอาพาธเกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามเราสามารถนำเอาอาพาธมาเป็นเครื่องบ่งชี้ในข้อที่ควรปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เราพยายามปฏิบัติสมาธิให้ก้าวหน้าในระดับที่สูงๆขึ้นไป