สากัจฉาธรรม-การพิจารณามรณสติ

ภิกษุ ท. ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ)ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตปักลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มี,ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
- นิทาน. สํ. ๑๖/๗๘/๑๔๕.

พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่า "ถ้าบุคคลตริตรึกในเรื่องใดๆมาก จิตก็จะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ" อันนี้ คือ ทั้งดี และไม่ดีนะ พุทธพจน์บทนี้ท่านตรัสเล่าถึงตอนที่เป็นโพธิสัตว์อยู่ ออกบวชแล้ว ก็พยายามที่จะค้นพบว่า ทำไมจิตเราไปคิด?"คิดนะมันก็ต้องคิด"งั้นจะทำอย่างไงไม่ให้คิด?"งั้นก่อนที่เราจะไม่คิด เราแบ่งความคิดออกเป็น ๒ ส่วนก่อน ส่วนที่ดี-ก็มี, ส่วนที่ไม่ดี-ก็มี/ ส่วนที่ไม่ดี-ไม่มีประโยชน์นั้น-งั้นไม่เอา/ ส่วนที่ดี-มีประโยชน์ งั้นเอาไปก่อน,ทีนี้พอ"ดี"-มีประโยชน์แล้ว เอาไว้แล้วพวกความคิดนี้ มันก็มีโทษเหมือนกัน ก็จึงเริ่มที่จะไม่เอาความคิด ก็ไล่ขึ้นไป สมาธิก็สูงขึ้นไปเป็นลำดับๆ

ตอนที่พระองค์ทรงเป็นโพธิสัตว์อยู่ ทรงมีความคิดพวกนี้ แล้วก็ทำอย่างนี้ๆมา แล้วก็สรุปจบว่า "จิตของคนเรา ถ้าตริตรึกไปในเรื่องใดๆมาก จิตก็จะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ"

“บางทีที่เราจมกับความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เผลอๆอาจจะเป็นเพราะจิตของเราเอง ที่พาให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ”

  • คนที่ฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นเพราะว่าจิตจดจ่ออยู่กับเรื่องอยากตาย เป็นไปได้นะ เพราะว่าแม้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าตรัสโทษแห่งชีวิต โทษของกาย ว่ากายมีโทษอย่างงั้น อย่างงี้ พอภิกษุมีจิตใจ ที่ว่าเบื่อหน่ายในกายนี้มาก ก็เลยไปฆ่าตัวตาย แบบนี้ก็มี อันนี้้จึงเป็นต้นเหตุของสิกขาบทที่บอกว่า "ภิกษุไม่พึงพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนมาให้ตาย คือ จ้างฆ่าก็ตาม ฆ่าเองก็ตาม หรือเที่ยวไปบอกว่า ตายแล้วมันดีอย่างงั้นอย่างนี้ อย่าพูดอย่างนี้ นี่จะเป็นการทำผิดศีลในข้อที่ ๑ ในข้อที่สำคัญ คือ ปราชิก ปรารภเหตุจากตรงนี้ที่ภิกษุมาฆ่าตัวตาย

คุณศันสนีย์ : น่าสนใจมากเลย รบกวนท่านช่วยเล่าละเอียดได้ไหมคะว่า ท่านตรัสว่า ร่างกายเป็นอย่างไรหรือจึงทำให้ภิกษุอยากฆ่าตัวตายในรายละเอียดค่ะ

พระอาจารย์ : ท่านได้อธิบายถึงเรื่องของ"กายคตาสติ"ว่า กายมี ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง, มีกระดูก มีเนื้อ ถ้าคนตายแล้ววันหนึ่งบ้างเป็นอย่างนี้, ๒ วันเป็นอย่างนี้, ๓ วันเป็นอย่างนี้ เน่า อืด เหม็น มีเนื้อ มีเลือด มีแต่กระดูก พวกนี้ เป็นต้น แล้วพอจิตใจของภิกษุ อ้าว มาพิจารณากรรมฐานนี้ใช่ไหม พระพุทธเจ้าเทศน์กัณฑ์นี้เสร็จก็ไปหลีกเร้นอยู่ ๑๕ วัน ที่ว่าภิกษุพอเอือมระอาในร่างกายมาก ก็ฆ่าตัวตาย หรือว่าให้คนอื่นนะ มาฆ่าตัวเอง เพื่อที่จะได้พิจารณาอสุภะนี้ด้วย เพื่อจะได้เห็นความสลดสังเวช ตรงนี้พอพระพุทธเจ้าออกจากที่หลีกเร้นมา ได้ยินข่าวเรื่องนี้ ก็เลยประกาศว่า ห้าม!!ทำอย่างนี้ ใครทำถือว่าผิด!!ซึ่งถามว่า ในที่นั้นที่คนเขาทำกันเนี่ย แล้วก็พระพิจารณาแบบนี้แล้วเนี่ย ถามว่า ท่านบรรลุธรรมกันไหม ก็มีส่วนที่บรรลุธรรมกันอยู่นะ ทั้งๆที่ฆ่าตัวตายด้วยนะ

เพราะฉะนั้น บุคคลที่ฆ่าตัวตาย ถือว่าเป็นการผิดศีลหรือไม่?แล้วก็ถ้าตายไปแล้ว จะไปอยู่ในภพไหน? คือ ถ้าเราจะตอบคำถามนี้โดยส่วนเดียวว่า คนฆ่าตัวตายทั้งหมด ไปตกนรกแน่นอนจะพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่า มันต้องแยกกันว่า ก่อนจะตาย จิตของเขาเป็นอย่างไง? ถ้าเผื่อว่ามีด้วยโมหะมากๆเลย เช่น คนที่คิดว่า ชีวิตฉันก็ไม่มีอะไรแล้ว คือ รู้แล้วว่า โตไป แก่ไป จะเป็นอย่างไง มันไม่เห็นน่าอยู่เลย ฉันตายดีกว่า คือ อันนี้เป็นด้วยกำลังของโมหะ หรือบางคนก็เป็นด้วยกำลังของราคะ คือ รักคนนี้มาก พอความรักเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น อ้าว ก็ฆ่าตัวตายซะ!! อันนี้ คือ ด้วยกำลังของราคะ คือ พวกกิเลสทั้งหมด นั่นแหละ กิเลส ราคะ, โทสะ, โมหะ พอกลุ้มรุม จิตแล้ว มันก็ทำให้เกิดการทำอะไรที่มันไม่ดีได้นะ ผิดศีลอยู่

ทีนี้จิตของอย่างเช่น พระอรหันต์ในกรณีของท่านพระวักกลิป่วยหนัก แล้วก็พอพิจารณาตามกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ ก่อนที่ท่านจะตาย แล้วก็บรรลุธรรม แล้วก็ป่วยหนักมาก ก็เอามีดปาดคอตาย ก็เป็นพระอรหันต์ คือ ไม่ได้ทำไปด้วยเหตุของราคะ, โทสะ หรือโมหะ เพราะฉะนั้น มันก็อยู่ที่สภาวะจิตตรงนั้นว่า มันมีกิเลส กลุ้มรุม หรือไม่อย่างไร? ถ้ามีกิเลสกลุ้มรุมอยู่มาก ก็จะไปอยู่ในภพที่เป็นลักษณะอย่างนั้นๆ ถ้ามีโมหะมาก อันนี้ก็จะไปเป็นสัตว์เดรฉาน, ถ้ามีโทสะมาก อันนี้ก็จะไปเป็นสัตว์นรก ก็แล้วแต่ว่า มีลักษณะจิตอย่างไหน ตอนที่จะตายตอนนั้น

  • เวลาเราเห็นคนอื่นตาย คนใกล้ชิดตาย คนรู้จักตาย นี่ก็เป็นเทวทูตมาเตือน เป็นการเตือนสติเราอยู่เป็นประจำ ถ้าพูดถึงเรื่องของความตาย เราก็ต้องกล่าวเรื่องของ"มรณะสติ"ด้วย พระพุทธเจ้า ให้ตั้งสติไว้ในมรณะ คือ ความตาย มันทำอย่างไง?"ก็คือ ให้ระลึกอยู่เสมอว่า "เหตุ-ปัจจัยของความตายเนี่ย มีมาก!! ไม่ว่าจะตกท่อ, หกล้ม, สัตว์ทำร้าย หรือว่า อมนุษย์ทำร้าย เหตุ-ปัจจัย มันมีมาก หรือของตกใส่ บางคนเดินลื่นล้มในห้องน้ำ ม่องเท่งไปแล้ว หมดสติแค่ ๓ นาที ก็ไม่รู้ไปไหน เหตุปัจจัยแห่งความตายของเรามีมาก ให้พิจารณาตรงนี้ ให้พิจารณาแยกเป็น ๒ ส่วนว่า ถ้าอกุศลธรรมที่มีอยู่ในใจอยู่ซึ่งถ้าเรายังละไม่ได้ แล้วเราตายไป มันจะทำให้ไปภพไม่ดี ให้ทำการรีบละอกุศลธรรมเหล่านั้นโดยด่วน!! ด่วนขณะที่เรียกว่า คนมีไฟไหม้ผม ไฟไหม้เสื้อผ้า ต้องรีบดับไฟก่อนที่จะทำอย่างอื่น!! นี่คือ กรณีที่ ๑

แต่ถ้ากรณีที่ ๒ พิจารณาเห็นแล้วว่า "ไม่มี" อ้าว!! ถ้าไม่มีอกุศลธรรมเหล่านั้น ก็ให้ทรงใจไว้อยู่ในสิ่งที่เป็นกุศลธรรมอย่างนั้น แล้วก็ทำสิ่งต่างๆให้มันดียิ่งๆขึ้นไป ก็คือ ให้ดำรงอยู่ในกุศลธรรม ให้ละอกุศลธรรมตรงนั้น

"อกุศลธรรม กับ ทุกขเวทนา ไม่ใช่อันเดียวกัน!! บางคนคิดว่า ถ้าถูกยิง หรือว่าถูกบด ถูกสับ ถูกหินตกใส่ ตายเลยนี่ หรือมันจะมีความเจ็บเกิดขึ้น มีทุกขเวทนาเกิดขึ้น หรือคุณเป็นโรคภัยไข้เจ็บอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วร่างกายมีอาการชักกะตุกร้องเจ็บขึ้นมาอย่างเนี้ย!! มันก็คือ ไปไม่ดี จะเหมารวมอย่างนั้นหมด มันไม่ได้ เพราะว่านี่คือ ทุกขเวทนา คุณมีความเจ็บเกิดขึ้น บางทีร่างกายมันมีการไม่สงบระงับ อันนี้ธรรมดา แต่ร่างกายที่ไม่ได้สงบระงับ ไม่ใช่ หมายถึงว่า จิตมีอกุศลธรรม"

"ทุกขเวทนาที่ทำให้ร่างกายไม่สงบระงับ ไม่ใช่!!เท่ากับจิตที่มีอกุศลธรรม",จิตที่มีอกุศลธรรม คือ มีราคะ,โทสะ,โมหะ คิดถึงเรื่องไม่ดี อันนี้คือ จิตที่มีอกุศลธรรม แต่ในทางตรงกันข้าม ก็เหมือนกันอีกว่า จิตที่มีสุขเวทนา คือ "ถ้าเราได้รับสุขเวทนาอันนั้นไม่ใช่เหมารวมไปว่า เราได้กุศลธรรมนะ ไม่ใช่นะ!!" เพราะอะไร?"เพราะว่าถ้าเรามีสุขเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่ามีความสุขอย่างใดอย่างหนึ่งจากความเป็นอยู่ของเราอย่างเนี้ย แล้วถ้าเราลุ่มหลงมัวเมาเพลิดเพลินในสิ่งนั้น นี่ไม่ใช่กุศลธรรมนะ “นี่เป็นอกุศลธรรม” อกุศลธรรมที่มีในสุข-ก็มี" ทำให้เทวดาบางรูปบางองค์ เขาบอก"เขาไม่เห็นทุกข์เลย เขาเห็นแต่สุข ทำให้เขาเผลอเพลิน ลุ่มหลงไป อันนี้เป็นอกุศล ทำให้เขาไม่อยากเป็นเทวดา เขาอยากมาเป็นมนุษย์ ประเภทนี้ก็มี

แต่ทางตรงกันข้าม ถ้ามีทุกขเวทนา แล้วเข้าใจความทุกข์นั้นอย่างถูกต้องว่า “มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นอนัตตา” แล้วเขาทรงจิตที่เป็นกุศลธรรมได้ “ทุกขเวทนานั้นก็จะทำให้เกิดกุศลธรรมได้” ซึ่งถ้าคนที่มีสุขเวทนานะ ก็ไม่ใช่ว่า จะมีแต่อกุศลธรรมอย่างเดียว-ก็ถ้าไปเพลิดเพลิน

แต่ถ้ามีสุขเวทนาแล้ว แล้วก็เห็นโทษในสุขเวทนานั้น ใช้จ่ายอย่างเหมาะสมพอดี อันนี้ ก็เป็น "กุศลธรรมได้" เข้าใจนะ คือ เวทนาก็เรื่องของเวทนา "จะสุข หรือทุกข์ก็ตาม จะทำให้เกิดทั้งกุศล และอกุศล อยู่ที่ว่า เราฝึกจิตอย่างไร?" เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะไปเหมารวมไม่ได้ว่า ถ้าตายแบบเจ็บๆ ตายแบบทรมานๆ อันนี้ คือ จะไปไม่ดีหมด ไม่ใช่!! หรือถ้าตายแบบเรียบๆง่ายๆสบายๆ จะไปดีหมด คุณพูดไม่ได้ มันก็ไม่แน่!!

ต้องฝึกจิต ฝึกให้มีสติ ให้จิตของเราเป็นไปในทางกุศล จะให้จิตเป็นไปในทางกุศลได้ ต้องตั้งสติไว้ให้อย่างดี มีพระชื่ออสชิ ในสมัยพุทธกาล ท่านก็ป่วยหนัก แล้วก็กายไม่สงบระงับ พระพุทธเจ้าก็ถามว่า "เธอยังมีศีลอยู่ไหม? เธอติเตียนตัวเธอเองด้วยเรื่องของศีลได้หรือไม่?“ไม่ได้เลย ข้าพระองค์ยังมีศีลดีอยู่” แล้วจะต้องกังวลอะไร?พระพุทธเจ้าก็ถามอย่างนี้“ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะว่าบางทีร่างกายมันมีทุกขเวทนา ทำให้กายไม่สงบระงับ พอกายไม่สงบระงับ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า จิตจะไม่สบาย เพราะว่าถ้าจิตของเรายังมีศีลอยู่ เรายังมีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ อันนี้คือ โสตาปัตติยังคะสี่ แล้ว เป็นองค์แห่งการที่จะบรรลุโสดาบัน ๔ องค์ เรามีอยู่ในใจอย่างนี้แล้ว ให้สบายใจได้เลย เราไม่ไปตกนรกแน่นอน ถ้าจิตใจเป็นอย่างนี้ ร่างกายถ้าเผื่อว่า เรามันก็เป็นไปนะ เหตุแห่งความตายมันมีมากอย่างที่ว่า แต่ถ้าจิตใจเรารักษาสติให้อยู่ได้อย่างต่อเนื่อง” การที่ฝึกให้อยู่ในกุศลธรรม "สติ" นี่คือ "การระลึกได้" คำว่า "ระลึกได้" เนี่ย "คือ การถอนออกมาจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง" เป็นคำกิริยา จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งก็คือ จากที่ที่มันไม่ดีเป็นอกุศลธรรม ให้มันไปที่ที่ดี ที่มันจะเป็นกุศลธรรม

อันนี้จึงต้องมีการเตรียมตัวมาก่อน ต้องฝึกไว้ก่อน คือ บางคนตกใจ เรื่องนี้ก็ได้เคยตรัสกับท่านเจ้าศากกยะที่ชื่อ มหานามะมีเพื่อนป่วย เพื่อนที่เจ็บไข้มาก มาถามพระพุทธเจ้าว่า ควรจะไปบอกเขาอย่างไงดี? พระพุทธเจ้าก็พูดเรื่องคุณธรรม ๔ อย่างนี้ โสดาปัตติยังคะ ๔ ว่าให้เราไปพูดกับเขาอย่างนี้ซิ คือ เพราะว่าบางทีคนเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วบางทีมันลืมไป มันตกใจ ไม่ว่าจะเงินหาย ญาติตาย หมอบอกว่า "เป็นโรคที่รักษาไม่หาย" หรือว่าเจอข่าวอะไรอย่างร้ายๆ คนฆ่าตัวตายอย่างเนี้ย แล้วเราลืมไปเราจึงต้องมาคอยเตือนกันแหละว่า "ให้ระลึกถึงคุณธรรมตรงนี้ มันจะเป็นเรื่องดี"

ประเด็นในรายการ:

  • เรื่องของจิตที่มีการตริตรึกถึงส่ิงใด ย่อมน้อมไปในอาการอย่างนั้นๆ
  • เรื่องของการฆ่าตัวตาย
  • การฝึกจิตให้มีสติ ตั้งอยู่ในทางกุศล