อุบายระงับความโศก ๒

ได้ยกเรื่องราวที่เป็นอุบายในการระงับความโศกไว้อีก ๓ เรื่อง ที่เมื่อเราสูญเสียคนที่เรารักไป เราจะมีวิธีระงับความโศกนี้ได้อย่างไร ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนเรื่องนี้ไว้แก่

  • สันตติมหาอำมาตย์ ; ผู้ถูกความโศกอย่างแรงกล้าครอบงำ ด้วยหญิงนางรำที่ตนรักได้ตายไป จึงได้ไปสู่สำนักของพระพระศาสดา พระองค์ตรัสให้อุบายระงับความโศกแก่เขาว่า "ท่านมาสู่สำนักของผู้สามารถเพื่อดับความโศกได้แน่นอน อันที่จริงน้ำตาที่ไหลออกของท่านผู้ร้องไห้ในเวลาที่หญิงนี้ตาย ด้วยเหตุนี้หล่ะ มากกว่าน้ำของมหาสมุทรทั้ง ๔" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า "กิเลสเครื่องกังวลใด มีอยู่ในกาลก่อน เธอจงยังกิเลสเครื่องกังวลนั้นให้เหือดแห้งไป กิเลสเครื่องกังวล จงอย่าได้มีแก่เธอในภายหลัง, ถ้าเธอจักไม่ยึดถือขันธ์ ในท่ามกลาง จักเป็นผู้สงบระงับ เที่ยวไป." เมื่อจบพระคาถา สันตติมหาอำมาตย์ได้บรรลุพระอรหัต
  • อนิตถิคันธกุมาร ; ผู้ถูกความโศกมีกำลังเกิดขึ้นเพราะอาศัยกาม ด้วยหญิงที่มีรูปดังรูปปั้นทองคำที่ตนหลงรัก แม้ยังไม่เคยเห็นหน้ากันได้เสียชิวิตลงระหว่างทาง พระศาสดาได้ตรัสอุบายระงับความโศกแก่เขาว่า "ความโศกย่อมเกิดแต่กาม, ภัยย่อมเกิดแต่กาม, ผู้พ้นวิเศษแล้วจากกาม ความโศกย่อมไม่มี,ภัยจักมีแต่ไหน." เมื่อจบเทศนา อนิตถิคันธกุมารตั้งอยู่แล้วในโสดาปฏิผล
  • เจ้าลิจฉวี ; พวกเจ้าลิจฉวีวิวาทประหัตประหารกันและกัน อันถูกความริษยาครอบงำ เพราะอาศัยหญิงโสเภณีเป็นเหตุ พระศาสดาได้ตรัสแก่เหล่าภิกษุว่า "ความโศกย่อมเกิดแต่ความยินดี, ภัยย่อมเกิดแต่ความยินดี, ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความยินดี,ภัยจักมีแต่ไหน."

นอกจากนี้ในตอนท้ายเรื่องของ สันตติมหาอำมาตย์ ยังได้กล่าวถึงศัพท์คำว่า ‘สมณะ’ ซึ่งแปลว่า ผู้สงบ, ‘พราหมณ์’ ซึ่งแปลว่า ผู้ลอยบาป และ 'ภิกษุ' ซึ่งแปลว่า การปล่อยกิเลส การทำลายกิเลส โดยเหล่าภิกษุได้พากันกล่าวถึงว่าสันตติมหาอำมาตย์เมื่อบรรลุยังเป็นฆราวาสยังประดับประดาจะเรียกว่าถึงความเป็นสมณะ หรือ พราหมณ์นั้นสมควรหรือไม่

“อลงฺกโต เจปิ สมํ จเรยฺย สนฺโต ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขุ.”

แม้ถ้าบุคคลประดับแล้ว พึงประพฤติสม่ำเสมอเป็นผู้สงบ ฝึกแล้ว เที่ยงธรรม มีปกติประพฤติประเสริฐ วางเสียซึ่งอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก,บุคคลนั้น เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ.