พันธกิจของข้าพเจ้า

บทย่อ:...ทีนี้เรื่องสำคัญในพระสูตรนี้ ที่เรียกว่าสมัญญาผลเนี่ย  ก็คือตรงนี้ท่านผู้ฟัง นะว่า พระเจ้าอชาตศัตรูสังเกตุเห็น ความแตกต่างระหว่าง 2 ประเภท ระหว่างบุคคล 2 กลุ่ม คือบุคคลแรกคือพวกคฤหัสถ์ ที่เป็นผู้ครองเรือน อาจจะเป็นทหารก็ได้ ข้าราชการสพลเรือน หรือข้าราชการทหาร หรือพวกพ่อค้าประชาชน.....ประชาชนทั่วไป รวมถึงพระเจ้าแผ่นดินด้วย...แล้วก็กลุ่มที่สอง ก็คือพวกสมณะพราหมณ์ทั้งหลาย คือพวกที่ออกจากเรือนแล้ว ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแระ ละกองโภคะ ละญาติต่างๆ  ไปอยู่ตามราวป่าบ้าง ตั้งสำนักขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง เอ้!สองกลุ่มนี้ มีความแตกต่างกันอยู่ กลุ่มแรกทำอาชีพการงานต่างๆใช่มั้ย ได้เงินมาก็บำรุงเลี้ยงมารดาบิดา เลี้ยงตนเอง ทำสังคมทำหมู่คณะนั้นให้ความสุขความอิ่มหนำสำราญ และก็สร้างบุญสร้างกุศลด้วย ด้วยการให้ทานกับพวกสมณะพราหมณ์นี่แหละ เอ๊ะ!แล้วพวกสมณะพราหมณ์ พวกนักบวชอ่ะ นักบวชนี่รวมทั้งหมดเลยนะ ไม่ว่าจะอยู่ในลัทธิคำสอนศาสนาใดๆ เอ๊ะ! แล้วเขาทำอะไรกัน ปฏิบัติอย่างนั้นเนี่ย เขาได้ผลอะไรเกิดขึ้น.....พวกนักบวชล่ะมันทำอะไรกัน นักบวชเนี่ยมีจุดประสงค์ มีผลของความเป็นอยู่ในชีวิตเนี่ย คืออะไร ที่เห็นได้ในปัจจุบัน ชาติหน้าภพหน้ายังไม่ต้องพุดถึง เอาภพนี้ปัจจุบันนี้เดี๋ยวนี้ มีประโยชน์อะไร ที่สามารถจะเห็นได้ ดูได้ ดีได้ ก็ไปถามคำถามนี้กับพระพุทธเจ้า.....

...คำถามนี้ก็เคยถามกับเจ้าลัทธิอื่นๆในสมัยนั้น....>>>พูดง่ายๆก็คือตอบไม่ได้ ตอบไม่ได้ ก็เลยพูดเรื่องอื่นไป พระเจ้าอชาตศัตรูก็เลยเปรียบเหมือนกับ ถามมะม่วงแต่ตอบแอปเปิ้ล ....มันคนละเรื่องกัน ก็เลยเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ ก็เลยมาถามพระพุทธเจ้าด้วยคำถามนี้ ในคืนวันเพ็ญนั้นดวงจันทร์แจ่มกระจ่าง ..เผื่อจะได้สบายใจร่าเริงบันเทิงใจขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้าตอบท่านผู้ฟัง พระพุทธเจ้าได้บอกถึงผลอานิสงส์ที่จะเห็นได้ในปัจจุบัน คือไม่ได้จำกัดเฉพาะนักบวชในคำสอนของพระพุทธเจ้านะ นักบวชทุกๆคนเลย นักบวชทุกๆองค์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาลัทธิใดๆก็ตาม....

...พระพุทธเจ้าตอบคำถามของพระเจ้าอชาตศัตรูในที่นี้ นะหมายถึงนักบวชทั่วๆไป ว่าก็จะมีผลมีอานิสส์ 2 อย่างนี้ .....ความเห็นเขาถูกไม่ถูกไม่รู้ แต่ถ้าเขาออกบวชจากเรือน มีความสงบกายสงบใจอย่างนี้แล้ว สำรวมกาย วาจา ใจแล้ว ตรงนี้จะเป็นผลเป็นอานิสงส์ที่เกิดขึ้นได้  ซึ่งตรงนี้บางคนอาจจะดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ก็แน่นอนล่ะ ก็ใครจะไปบังคับก็เขาออกบวชแล้ว อันนี้ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่บังคับให้เขากลับมาเป็นอย่างเดิมอีก แล้วที่มันเจ๋งกว่านี้ ดีกว่านี้ เยี่ยมกว่านี้ มันมีมั้ย

พระพุทธเจ้าก็เลยบอกมีแน่นอน ว่าถ้าใครเนี่ย ออกจากเรือนบวชแล้ว มีความเห็นที่ถูกต้อง ตั้งแต่เรื่องของศีล เป็นต้นไปท่านผู้ฟัง คนที่จะมาปฏิบัติตามศีลได้สมบรูณ์ แน่นอน เขาต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง อันดับแรกก็คือ มีศรัทธาในทางคำสอนของพุทธะ มีศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า...ศีลก็แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม >>>จุลศีล ซึ่งหมายถึงเกี่ยวกับการประพฤติของตัวเองในเรื่องของทางกาย...มัชฌิมศีล....หมวดที่ 3 พูดถึงเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ว่าคุณหาเลี้ยงชีพอย่างไร .....สมณะนั้นเลี้ยงชีพโดยการภิกขาจาร......พอเราสมารถควบคุมกาย ควบคุมวาจา ในเรื่องของศีลได้ ศีลที่จะเป็นไปเพื่อสมาธิตัวนี้ก็มีอีก คือเรื่องของการสำรวมอินทรีย์ เรื่องของการมีสติสัมปัชชญะ เรื่องของความสันโดษ ซึ่งพระพุทธเเจ้าอธิบายเอาไว้ ในบางนัยยะก็พูดถึงการประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่นด้วย พูดถึงการที่รู้ประมาณในการบริโภคด้วย

ในที่นี้พูดถึงความสันโดษ สันโดษด้วยบิณฑบาตรเป็นเครื่องบริหารท้อง  จีวรเป็นเครื่องบริหารกาย แล้วก็อยู่เสนาสนะอันสงัด แล้วก็ละนิวรณ์ ทำจิตให้เป็นสมาธิขึ้น ความที่จิตมีสมาธิ มีอารมณ์เป็นอันเดียว ได้ฌานที่ 1 นี่แหละ เป็นผล เป็นอานิสงส์ ของการประพฤติพรหมจรรย์ ที่เห็นได้ในปัจจุบัน ที่ดีกว่าประณีตกว่า ผลในข้อก่อนๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ท่านผู้ฟังว่า คนที่มีความสุขอยู่ในใจเนี่ย อันนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นเลย ผลของการที่อยู่ที่เกิดขึ้นจากการที่ประพฤติพรหมจรรย์ ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง ความสุขตรงนี้เงินซื้อไม่ได้ .....ข้อต่อๆไปก็พูดถึงเรืองของฌานสมาธิที่สูงขึ้นไปถึงขั้นฌานที่สี่

ในความเห็นของข้าพเจ้าท่านผู้ฟัง จริงๆแล้วตั้งแต่เรื่องของศีลมาเลย ตรงนี้ก็เป็นอานิสงส์ เป็นผลของการประพฤติพรหมจรรย์นะ  อย่างเช่นถ้าสมมุติว่าชาวบ้านธรรมดา การพูดการจาเขาอาจจะขึ้นเสียงบ้างเถียงกันบ้าง พูดเล่นพูดแซวกันอย่างนี้บ้าง แต่ว่าถ้าพูดถึงการเป็นอริยะ บุคคลที่มาประพฤติพรหมจรรย์แล้ว ก็ต้องพูดจาที่ชาวเมืองเขาพูดกัน พูดจาไม่ทิ่มแทง  เวลาพูดจาจะเถียงกัน คอเป็นเอ็นก็ไม่ได้ ก็ต้องพูดเหตุผล ฟังคนที่เป็นผู้ใหญ่ จะพูดเล่นพูดแซวก็ไม่ได้ ก็ต้องพูดมีสาระ เป็นธรรมเป็นวินัย จะหัวเราะเอิ็กอ๊ากมันก็ไม่ถูก ก็ต้องยิ้ม เป็นผู้ที่นิ่งอย่างพระอริยะเจ้า ซึ่งเราจะเห็นว่าการพูดนิ่มนวล การพูดใช้เหตุผล เป็นผู้ที่พูดมีสาระพวกเนี๊ยะ แค่นี้ก็เป็นผล เป็นผลดี ที่เกิดขึ้นจากการประพติพรหมจรรย์นะ เพราะงั้นคนที่ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นพระเป็นสมณะแล้ว แล้วมาพูดดีมีสาระ พูดคำนิ่มนวล อันนี้เป็นผล เป็นสามัญญผลที่เเห้นได่้ในปัจจุบัน .....เพราะงั้นแต่เรื่องของศีลเนี่ย เห็นผลได้ทันที นะ

ละเอียดขึ้นไปอีก  ก็เรื่องของสมาธิ สมาธิก็ตั้งแต่ขั้นที่ 1 2 3 4 เป็นต้นไป แล้วละเอียดขึ้นไปอีก เหนือขึ้นไปอีก ก็เรื่องของปัญญา ซึ่งปัญญาตรงนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงเรื่องของวิชชาแปดท่านผู้ฟัง วิชชาแปดมีอะไรบ้าง ก็เริ่มไปเลยตั้งแต่วิปัสสนาญาน หมายถึงการที่เราเห็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือว่ากายของเราเนี่ย เป็นเหมือนกับเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา ตรงนี้ต้องใช้ปัญญานะ ต้องมีปัญญา เขาเรียกว่า วิปัสสนาญาน ญานนี้คือปัญญา ญานนี้คือการเห็น วิปัสสนาคือตามเป็นจริง เห็นตามที่มันเป็น วิปัสสนาญาน พูดง่ายๆ ภาษาบ้านเราก็คือว่า เห็นตามที่มันเป็นนั่นล่ะ คุณจะเห็นตามที่มันเป็นจริงได้ไงล่ะ ก็ต้องจิตที่มันไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์ ไม่เข้าไปหวั่นไหวในสิ่งที่ไม่ชอบ เอาเห็นตามที่มันเป็น เห็นตามเนื้อผ้าเป็นอย่างไง กายเราเป็นอย่างไง ดีไม่ดีอย่างไง ข้อดีมีอะไร ข้อเสียมีอะไร แยกแยะแจกแจงไปหมด พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับแก้ว หรือว่าอัญมณีที่เจียรนัยดีแล้ว เขาร้อยด้ายเข้าไปตรงกลางเพื่อที่จะร้อยให้มันเป็นสร้อยคอ หรือเป็นมงกุฎขึ้นมา เขาร้อยเข้าไปเนีย แก้วมันใสๆเจียรนัยอย่างดี ก็ต้องเห็นข้างในได้ ด้ายที่ร้อยอยู่ข้างใน เป็นลักษณะเดียวกัน ถ้าเผื่อว่าจิตใจของเราใสแจ่มจรัสสว่าง เหมือนกับคืนวันพระจันทร์วันเพ็ญอย่างเงี๊ยะ จิตใจเราเป็นอย่างงั้นแล้ว เราจะเห็น เห็นตามที่มันเป็นได้ แค่นั้นยังไม่พอ นี่คือเป็นผลแล้วนะ แค่นั้นยังไม่พอ เพราะยังสมารถที่จะมีความรู้ความสามรถอย่างอื่นๆ เช่นแยกกายได้ รู้จิตใจคนอื่นได้ ได้ฟังเสียงทิพย์ได้ รู้อดีตอนาคตได้ พวกนี้เป็น และสุดท้ายที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าเลย ไม่มีอะไรที่จะละเอียดประณีตยิ่งไปกว่านั้นแล้ว นั่นก็คือความรู้ในการที่จะทำอาสวะให้สิ้น เขาเรียกว่าอาสวักขยญาน ตรงนั้นเรียกว่าเป็นที่สุดแล้วของผลสามัญญผล ของผลแห่งการปฏิบัติที่จะเห็นได้อยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งตรงนี้เขาเรียกว่าพรหมจรรย์ตลอดสาย พรหมจรรย์ตลอดสาย เริ่มมาตั้งแต่การที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ได้ฟังธรรม ออกบวช ปฏิบัติตามศีล มีข้อปฏิบัติที่ทำให้เกิดสมาธิ มีสมาธิ คือฌานทั้งสี่ และมีปัญญาคือวิชชาทั้งแปด เหล่าเนี๊ยะเรียกว่าพรหมจรรย์ตลอดสาย  ซึ่งแต่ละอัน แต่ละจุด เป็นผลของการปฏิบัติ เป็นผลของการประพฤติพรหมจรรย์ เป็นผลของผู้ที่ออกจากเรือนบวชได้ทั้งนั้น ผลที่ออกจากเรื่อนบวช จะบวชในพรรษาสั้นๆ หรือว่าบวชมาแล้วยาวนาน บวชมากี่ปีก็ตาม นี่ล่ะท่านผู้ฟัง คือพันธกิจ คือผลที่บุคคลที่บวชแล้วนั้น จะต้องทำให้เกิดขึ้น คือถ้าเรายังทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ ก็ยังไม่สำเร็จ ยังไม่สำเร็จถึงผลแห่งการปฏิบัติ ยังไม่สำเร็จถึงผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ยังไม่สำเร็จถึงผลแห่งการบวชเป็นพระที่ถูกต้อง ถ้าถูกต้อง มันต้องเป็นอย่างงี้ ถูกต้องก็คืออย่างที่พระพุทธเจ้าได้บอกกับพระเจ้าอชาตศัตรูในที่นั้น

ซึ่งพระสูตรแบบเนี่ยลักษณะเนี่ย ที่เรียกว่าเป็นพรหมจรรย์ตลอดสาย ได้เคยเล่าให้หลายๆท่านฟัง ซึ่งแต่ละท่านพอฟังข้อมูลนี้แล้วก็จะต้องบรรลุเป็นโสดาบันเป็นอย่างน้อย ก็แหมมันสุดยอดจริงๆล่ะ พอมีจิตใจแบบนี้แล้วก็จะมีจิตใจมั่นใจมั่นคงต่อพระพุทธเจ้า มีความมั่นใจมั่นคง พลั๊วะ คุณก็เป็นโสดาบัน คือมีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว โสดาบันแน่นอน แต่ว่าพระเจ้าอชาตศัตรูนั้นไม่สามารถ เนื่องจากว่าได้ทำปิตุฆาต คือฆ่าบิดาไปก่อน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับสมณะท่านผู้ฟัง สำหรับพระสงฆ์ ที่บวชมาแล้วเนี่ย นี่คือพันธกิจ นี่คือภาระ นี่คือผล ที่ท่านจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เป็นลำดับ ลำดับไป ก็ค่อยเป็นค่อยไป และนี่แหละคือแผนที่แนวทางวิธีการที่จะทำเป็นลำดับ เพื่อให้การปฏิบัตินั้นสำเร็จเป็นผล มีผลดีเกิดขึ้นตามลำดับอย่างนี้

ออกอากาศวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557