คำพุทธ : สามัญญผลสูตร

บทย่อ:มีในสมัยหนึ่ง ที่พระผู้มีพระภาคได้ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ใกล้พระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1,250 รูป  ในวันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ เป็นวันครบสีเดือน เป็นฤดูที่ดอกโกมุทคือดอกบัวบาน  ในคืนอันเป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระเจ้าแผ่นดินแห่งแค้วนมคธ พระนามว่าอชาตศัตรูเวทหิบุตร แวดล้อมด้วยราชอำมาตย์ ประทับนั่ง ณ มหาปราสาทชั้นบน ในขณะนั้น ท้าวเธอได้เปล่งอุทานว่า " ท่านอำมาตย์ทั้งหลาย ในคืนนี้มีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่ารื่นรมย์หนอ ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง ช่างงามจริงหนอ  ราตรีมีดวงเดือนแจ่มกระจ่าง น่าเบิกบานจริงหนอ ในราตรีนี้มีดวงเดือนแจ่มกระจ่างเข้าลักษณะดีหนอ ก็ในบัดนี้ เราควรจะเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดดีหนอ ซึ่งจิตของเราผู้เข้่าไปหา พึงเลื่อมใสได้"

ในที่นั้นอำมาตย์ต่างๆก็ได้กราบทูลถึงเจ้าลัทธิที่มีอยู่ในสมัยนั้น เช่นเจ้าลัทธิปูรณะ กัสสป เป็นต้น แต่พระเจ้าอชาติศัตรูก็ยังนิ่งอยู่  ก็ในสมัยนั้น หมอชีวกโกมารภัจจ์นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกลจากพระเจ้าอชาติศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้ตรัสถามหมอชีวกว่า " ชีวกะผู้สหาย เธอทำไมจึงนิ่งเสียเล่า "

หมอชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมุตติเทพ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของข้าพเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1,250 รูป  ก็เกียรติศัพท์อันงามของพระองค์ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุอย่างนี้ อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู็รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นสารถีที่ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกแจกธรรมออกสั่งสอนสัตว์ ดังนี้ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเถิด เพราะว่าเมื่อพระองคืเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะทำจิตให้เลื่อมใส"

พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้สั่งการให้เตรียมยาพาหนะไว้ และเมื่อเสด็จไปถึงยังสวนมะม่วง พระเจ้าอชาติศัตรูก็เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้าม ทรงมีขนพองคือขนลุกซู่ เธอได้มีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างนี้แล้ว จึงได้ตรัสกับหมอชีวกว่า " ชีวกะผู้สหาย ท่านไม่ได้ลวงเราหรอกรึ ท่านไม่ได้หลอกเราหรือเปล่า ท่านไม่ได้ล่อเรามาเพื่อหาศัตรูหรืออย่างไร ทำไมในที่นี้ มีหมุ๋ภิกษุตั้ง  1,250 รูป  แต่ไม่มีเสียงจาม  ไม่มีเสียงกระแอม หรือเสียงพึมพำเลย"

หมอชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลกับพระเจ้าอชาติศัตรูว่า " ขอพระองค์อย่าได้หวาดกลัวหวั่นเกรงเลย พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลวงพระองค์ ไม่ได้หลอกพระองค์ ไม่ได้ล่อพระองค์มาให้ศัตรูเลย ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิด นั่น ที่ศาลาแห่งนั้นมีประทีปจุดไว้อยุ่ "

ลำดับนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูได้ดำเนินไปจนถึงศาลาแห่งนั้น  ได้ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ที่ภิกษุสงฆ์แวดล้อมอยู่ ลำดับนั้น ท้าวเธอจึงเข้าไปเฝ้าพระผุ้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ชำเลืองแลเห็นภิกษุสงฆ์นิ่งสงบเหมือนห้วงน้ำใส ทรงเปล่งอุทานขึ้นว่า " ขอให้ลูกของเราที่ชื่อว่าอุทยภัทท์ จงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์ดังนี้เถิด "

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสขึ้นว่า "มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาทั้งความรัก "

"พระเจ้าข้า บุตรของข้าพระองค์ชื่ออุทยภัทท์กุมาร เป็นที่รักของข้าพระองค์ ขอให้อุทยภัทท์ราชกุมารของหม่อฉัน จงมีความสงบอย่างภิกษุสงฆ์ดังนี้เถิด"

ลำดับนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูได้ปรารภที่จะถามคำถามกับพระผู้มีพระภาค เมื่อพระผู้มีพระภาคให้โอกาส จึงได้ตรัสถามกับพระผู้มีพระภาคว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ศิลปศาสตร์เป็นอันมากเหล่านี้ คือบุคคลที่อยู่ในกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองฉัตรธงประจำกอง กองเสนาธิการ กองพลาธิการ กองยุทธการไฟ กองราชบุรุษ กองจู่โจม กองมหานาค กองคนกล้า กองโล่ห์ไม้ กองเกราะโล่ห์หนัง กองธาตุ ช่างทำขนม ช่างตัดผม พนักงานเครื่องทรง พวกพ่อครัว ช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างหูก ช่างจักสาน ช่างหม้อ  นักคำนวน นักบัญชี หรือศิลปศาสตร์เป็นอันมาก แม้อย่างอื่นใด ที่มีคติเหมือนอย่างนี้ คนเหล่านั้นย่อมอาศัยผลแห่งศิลปศาสตร์ ที่เห็นประจักษ์เลี้ยงชีพในปัจจุบันด้วย และผลแห่งศิลปศาสตร์นั้น เขาย่อมบำรุงตน บำรุงมารดาบิดา บำรุงบุตรภรรยา มิตรอำมาตย์ ให้เป็นสุข อิ่มหนำสำราญ บำเพ็ญทักษิณาทานอันมีผลเลิสในเบื้องบน ทำให้มีความสุขเป็นผลตอบแทน เกิดในสวรรค์แด่สมณะพราหมณ์ ฉันใด  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจจะบัญญัติสามัญญผลที่เห็นประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน เหมือนอย่างนั้นได้บ้างหรือไม่ พระเจ้าข้า"

คือในเรื่องเดิมนั้นมีอยู่ว่า  พระเจ้าอาชาตศัตรูนั้น ได้เคยไปถามคำถามนี้ คือเรื่องของผลของการประพฤติพรหมจรรย์กับเจ้าลัทธิต่างๆมาแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นเจ้าลัทธิที่ชื่อปรูณะ กัสสป เจ้าลัทธิโคสาล  เจ้าลัทธิอชิตะ เกสกัมพล หรือเจ้าลัทธิปกุธะ กัจจายนะ หือเจ้าลัทธินิครนถ์  นาฏบุตร หรือเจ้าลัทธิสัญชัย เวลัฏฐบุตร  และเจ้าลัทธิต่างๆเหล่านั้น กลับตอบเรื่องทิฏฐฺความเห็นอย่างต่างๆ ตามที่ตนสอน ไม่ได้ตอบเรื่องสามัญญผล เปรียบเหมือนเขาถามถึงผลมะม่วง กลับตอบขนุนสำมะลอ หรือเขาถามถึงขนุนสำมะลอ กลับตอบเรื่องมะม่วง ดังนี้แล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูมีความคิดว่า ไฉนคนอย่างเรา จะพึงรุกรานสมณะหรือพราหมณ์ผู้อยู่ในราชอาณาเขต ดังนี้แล้ว ไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของเจ้าลัทธิเหล่านั้น ไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้เปล่งวาจาแสดงความไม่พอใจ ไม่เชื่อถือ ไม่ใส่ใจถึงวาจานั้น ลุกจากที่นั่งนั้นแล้วหลีกไป" ในที่นั้นพระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้ตรัสถามคำถามเรื่งผลของการประพฤติพรหมจรรย์กับพระผู้มีพระภาค และได้ตรัสต่อไปว่า

"ข้าแต่พระองค์ผูเจริญ พระองค์อาจจะบัญญัติสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันเหมือนอย่างนั้นได้หรือไม่ พระเจ้าข้า "

"มหาบพิตร สามารถตอบได้อยู่ แต่ในข้อนี้ อาตมภาพจะขอย้อนถามมหาบพิตรก่อน โปรดตอบตามที่เห็นสมควร  สมมุติว่า จะพึงมีบุรุษผู้เป็นทาสกรรมกร ที่มีปรกติตื่นก่อน นอนทีหลัง คอยฟังคำสั่งของพระองค์ จะโปรดให้ทำอะไรก็ได้ ประพฤติเป็นที่ถูกใจ ทูลปราศรัยเป็นที่โปรดปราน บุคคลนั้นเขามีความคิดอย่างนี้ว่า คติของบุญ วิบากของบุญ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมาเลย ความจริงพระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรูผู้เวเทหิบุตรพระองค์นี้ ก็เป็นมนุษย์ แม้เราก็เป็นมนุษย์ แต่พระราชาองค์นี้ทรงเอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขาประคบประหงมอยู่  ส่วนเรานี้ซิ เป็นทาสรับใช้ของพระองค์ ต้องตื่นก่อนนอนทีหลัง คอยรับสั่งว่าจะโปรดให้ทำอะไร ต้องประพฤติให้เป็นที่ถูกพระทัย ต้องคอยทูลปราศรัยให้เป็นที่โปรดปราน เราจะพึงทำบุญ จะได้เป็นเหมือนพระองค์ท่าน ถ้ากระไรเราจะพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือน สมัยต่อมา เขาก็ได้ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว เป็นผู้สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจอยู่ สันโดษอยู่ด้วยอาหารบิณฑบาตร เป็นเครื่องบริหารท้อง และสันโดษอยู่ด้วยการมีจีวร เป็นเครื่องบริหารกาย ยินดีในความสงัด และถ้าพวกราชบุรุษของพระองค์ จะพึงกราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ มหาบพิตร จะพึงตอบอย่างนี้กับบุคคลนั้นหรือเปล่าว่า เฮ้ย!คนนั้น จงมารับใช้ข้า จงมาเป็นทาสกรรมกรของข้า จงตื่นก่อนนอนทีหลัง คอยฟังคำสั่ง ประพฤติให้ถูกใจ ทูลปราศรัยให้เป็นที่โปรดปรานตามเดิม อย่างที่เคยทำนั้นอีก"

ในที่นั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทูลว่า "ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่พระเจ้าข้า อันที่จริง หม่อมฉันเสียอีก ควรจะไห้วเขา ควรจะลุกรับเขา ควรจะเชื้อเชิญให้นั่ง ควรจะบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาตร เสนานะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ควรจะจัดการรักษาป้องกันคุ้มครองเขาอย่างเป็นธรรม"

"มหาบพิตร  พระองค์จะเข้าใจเนื้อความนี้ว่าอย่างไร  ถ้าเป็นอย่างนั้น นี้คือสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ใช่หรือไม่"

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกรณีเช่นนี้ นั่นจะเป็นสามัญญผลที่เห็นประจักษ์อยู่เป็นแน่"

"มหาบพิตร  นี้แหละคือสามัญญผลที่เห็นประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาตมภาพบัญญัติถวายมหาบพิตร เป็นข้อแรก"

"ข้าแต่พระองค์ผูเจริญ  พระองค์อาจจะบัญญัติสามัญญผลที่เห็นประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน ของการประพฤติพรหมจรรย์ แม้ข้ออื่นได้อย่างนั้นได้หรือไม่ พระเจ้าข้า"

" มหาบพิตร ข้อนี้อาตมภาพจะขอย้อนถามมหาบพิตรโดยควร มหาบพิตรจะมีความคิดว่าอย่างไร  ถ้าบุรุษผู้หนึ่งเป็นชาวนา หรือเป็นคฤหบดี  ซึ่งเสียค่าอากรเพิ่มพูนพระราชทรัพย์อยู่คนหนึ่ง เขามีความคิดอย่างนี้ว่า คติของบุญ วิบากของบุญนั้น น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมาเลย ความจริงพระเจ้าแผ่นดินที่พระนามว่าอชาตศัตรูผูเวเทหิบุตรพระองค์นี้ ก็เป็นมนุษย์ แม้ราก็เป็นมนุษย์ แต่พระองค์เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขาประคบประหงมอยู่ ส่วนเรานี้ซิ เป็นชาวนา เป็นคฤหบดี ต้องเสียค่าภาษีอากรเพิ่มพูนพระราชทรัพย์ เราพึงทำบุญจะได้เป็นเหมือนพระองค์ท่าน  ถ้ากระไรเราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาด บวชออกจากเรือน เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ในสมัยต่อมา เขาก็ละกองโภคทรัพย์น้อยใหญ่  ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือน เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว เมื่อเป็นผู้บวชแล้วอย่างนี้ ก็สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ อยู่สันโดษด้วยความมีอาหารบิณฑบาตรเป็นเครื่องบริหารท้อง มีจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ยินดีในความสงัด ถ้าพวกราชบุรุษจะพึงกราบทูลพฤติกรรมของเขาอย่างนี้แล้ว พระองค์จะกล่าวกับบุคคลนั้น อย่างนี้หรือเปล่าว่า เจ้าคนนั้น เจ้าจงมา จงเป็นชาวนา เป็นคฤหบดี เสียค่าภาษีอากรเพิ่มพูนทรัพย์ตามเดิม"

พระเจ้าอชาตศัตรู ได้ตรัสตอบอย่างนี้ว่า"ข้อนั้นจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้เลย อันที่จริงหม่อมฉันเสียอีก ควรจะไห้วเขา ควรจะลุกรับเขา ควรจะเชื้อเชิญเขาให้นั่ง ควรจะบำรุงเขาด้วยจีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร และควรจะจัดการรักษาคุ้มครองเขาอย่างเป็นธรรม"

"มหาบพิตร พระองค์จะเข้าใจความข้อนี้ว่าอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนั้น นี้คือผลที่เห็นได้โดยประจักษ์ของการประพฤติพรหมจรรย์ มิใช่หรือ "

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเป็นในกรณีนี้ ผลของการประพฤติพรหมจรรย์ ก็เห็นได้โดยประจักษ์อย่างแน่นอน ก็แต่ว่า พระองค์อาจจะสามารถบัญญัตติสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน แม้ข้ออื่น ที่ดียิ่งกว่า ที่ประณีตกว่าสามัญญผลที่เห็นเหล่านี้ได้หรือไม่"

"มหาบพิตร พระตถาคตเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกแจกธรรมออกสั่งสอนสัตว์ พระตถาคตนั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้แจ้งตาม  ทรงแสดงธรรมงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง และงดงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ อันบริสุทธิ์บริบรูณ์สิ้นเชิง

คหบดีหรือบุตรของคหบดีผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งในภายหลัง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสนั้นคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นโอกาสว่าง การที่บุคคลผู้ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบรูณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ใช่ทำได้ง่ายเลย ถ้ากระไร เราจะพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด

ก็ในสมัยต่อมา เขาได้ละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว  เมื่อบวชแล้วอย่างนี้ ถึงความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม ที่เป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ

มหาบพิตร อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยศีล

คือเธอในกรณีนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้ว มีความละอาย มีความเอ็นดู หวังประโยชน์เกื้อกูลในสัตว์ทั้งปวง

เธอนั้นละเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ ถือเอาแต่ของที่เจ้าของให้แล้ว หวังอยู่แต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย มีตนเป็นคนสะอาดอยู่

เธอนั้นละกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปรกติ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุนอันเป็นของชาวบ้าน

เธอนั้นเว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูด มีคำพูดควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าววาจาให้ผิดต่อโลก

เธอนั้นละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด คือฟังจากข้างนี้แล้ว ไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้แตกจากคนข้างนี้ หรือเมื่อฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่มาบอกฝ่ายนี้ เพื่อให้แตกจากฝ่ายโน้น  แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้ว ให้พร้อมเพรียงกัน เป็นคนยินดีในความพร้อมเพรียง เป็นคนพอใจในความพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่จะทำให้เกิดความพร้อมเพรียงกัน

เธอนั้นละการกล่าาวคำหยาบเสีย กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต เป็นคำที่ทำให้เกิดความรักความฟูใจ เป็นคำที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เธอนั้นละการกล่าวคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล เป็นคำจริง มีหลักฐานที่ตั้งที่อ้างอิง เป็นธรรมเป็นวินัย กล่าวแต่วาจาที่ประกอบแต่ประโยชน์ สมควรแก่เวลา

เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม

เธอฉันอาหารวันนึงหนเดียว เว้นฉันในราตรีและในเวลาล่วงกาล

เธอเว้นจากการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี และการดูการละเล่น อันเป็นข้าศึกต่อกุศลธรรม

เธอเว้นจากการทัดทรวงประดับประดา ตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่อประเทืองผิว อันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว

เธอเว้นจากการนั่งการนอน บนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่

เว้นขาดจากการรับทองและเงิน

เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ

เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ

เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี

เว้นขาดจากการรับทาสทั้งชายและหญิง

เว้นขาดจากการรับแพะแกะไก่สุกร ช้าง ม้า โค ลา

เว้นขาดจากการรับไร่นา ที่ดิน และการเป็นฑูตให้คฤหัสถ์

เว้นขาดจากการซื้อการขาย

เว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง ด้วยของปลอม ด้วยเครื่องตวงวัด

เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง การตลบแตลง

เว้นขาดจากการฆ่า การจองจำ การฉกชิงและกรรโชก"

ต่อจากนั้นได้ตรัสถึงเรื่องมัชฌิมศีล ีการเว้นขาดจากการพรากพืชคาม ภูตคาม และเว้นขาดจากการบริโภคของที่สะสมไว้ เว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนัน หรือการกล่าวถ้อยคำขัดแย้ง และการประกอบการเป็นฑูตรับใช้ เป็นต้น

ได้ตรัสถึงการเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพด้วยเดรัจฉานวิชา ได้ตรัสถึงการเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ และได้ตรัสถึงความสันโดษว่า "ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้สันโดษ คือยินดีตามมีตามได้ ด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย สันโดษด้วยเครื่องบิณฑบาตรเป็นเครื่องบรหารท้อง  ภิกษุนั้นจะหลีกไปสู่ทิศภาคใด ก็ย่อมถือเอาบาตรและจีวรนั้น หลีกไปโดยทางทิศนั้น เปรียบเหมือนนกมีปีก จะบินไปโดยทิศใดๆ ก็มีปีกอย่างเดียวเป็นภาระที่บินไป

มหาบพิตร ภิกษุนั้นประกอบด้วย กองศีล คือศีลขันธ์ มีอินทรีย์สังวร มีสติสัมปชัญญะ และสันโดษอันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฎ ที่แจ้ง หรือลอมฟาง ในเวลาอันเป็นภายหลังอาหาร กลับจากการแสวงหาอาหารแล้ว ก็นั่งคุั้บัลลังก์ นั่งกายตรง ดำรงสติเอาไว้เฉพาะหน้า ละความเพ่งเล็ง มีจิตปราศจากความเพ่งเล็ง คืออวิชชา ละความประทุษร้ายคือพยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่ ย่อมละความง่วงซึมคือถีนมิทธะ เป็นผูปราศจากความง่วงซึม มีสติสัมปชัญญะคอยชำระจิตจากความง่วงซึมคือถีนมิทธะอยู่ ละความฟุ้งซ่านรำคาญใจ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน เป็นผู้ละวิจิกิจฉาคือความเคลือบแคลงเห็นแย้ง ก้าวล่วงความเคลือบแคลงในกุศลธรรมทั้งหลาย ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาคือความเคลือบแคลงได้

เธอนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ทั้งห้าประการ ที่ละเสียได้ในตนเองแล้ว เป็นเช่นกับการหมดหนี้ การหมดโลก การหลุดจากเรือนจำ การพ้นจากความเป็นทาส และการบรรลุถึงที่พ้นภัย ก็ย่อมปราโมทย์บันเทิงใจโสมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ เมื่อปราโมทย์แล้ว ปิติย่อมเกิด กายของผู้มีใจปิติ ย่อมสงบระงับ ผู้มีกายสงบระงับ ย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุข ย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เธอนั้นครั้นสงัดจากกาม และสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุปฐมฌาน อันมีวิตกวิจารณ์ มีปิติและสุข อันเกิดจากความวิเวก แล้วตั้งอยู่ในธรรมนั้นได้ อีกประการหนึ่ง เธอนั้นเพราะความผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มวิตก ไม่มีวิจารณ์ จึงบรรลุฌานที่สอง และเธอนั้นเพราะความสิ้นไปแห่งปิติ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงบรรลุฌานที่สาม และเธอนั้นเพราะละทุกข์และละสุขเสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงบรรลุฌานที่สี่ เธอนั้น ครั้นจิตบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติที่อ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ได้อย่างไม่หวั่นไหว เช่นนี้แล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญานทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้ มีรูปประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่ มีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ทั้งที่มีการขัดสีนวดฟั้นอยู่อย่างเนืองนิตย์ ก็ยังมีการแตกสลายกระจัดกระจาย เพราะความไม่เที่ยงนั่นเอง เป็นธรรมดา และวิญญานของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้  มหาบพิตร  นี่แหละสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่าประณีตยิ่งกว่าสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในข้อก่อนๆ

เธอนั้นครั้นมีจิตบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติที่อ่อนโยน ควรแก่การงาน ก็น้อมจิตไปเพื่อเนรมิตรรูปอันเกิดแต่ใจ คือเนรมิตรกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เปรียบเหมือนบุคคลควรชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่า นี่หญ้าปล้อง นี่ไไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง หรือเปรียบเหมือนบุคคลชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบก็อย่างหนึ่ง ฝักก็อย่างหนึ่ง ก้แต่ดาบชักออกจากฝีักนั่นเอง มหาบพิตร นี้แหละคือสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในข้อก่อนๆ

และเมื่อมีจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์อย่างนั้นแล้ว ก็น้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี คือคนเดียวแปลงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำตัวให้ปรากฎก็ได้ ทำให้หายก็ได้ เป็นต้น เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ หรือเปรียบเหมือนช่างงา หรือลูกมือของช่างงา เมื่อแต่งงาช้างดีแล้ว  ต้องการเครื่องงาชนิดใดๆ ก็พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ หรือเปรียบเหมือนนายช่างทองหรือลูกมือของนายช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ ก็ทำทองรูปพรรณชนิดนั้นๆได้  มหาบพิตร นี้แหละสามัญญผลที่เห็นได้โดยประจักษ์ ทั้งที่ประณีตกว่าสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในข้อก่อนๆ

เธอนั้นแม้เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอย่างนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปต่อทิพยโสตธาตุ คือได้ยินเสียงสองชนิด คือทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์หมดจดล่วงโสตของมนุษย์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้เดินทางไกล เขาจะได้ยินเสียงกลองบ้าง เสียงตะโพนบ้าง เสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้าง เสียงเปิงมางบ้าง เขาก็จะพึงเข้าใจว่า นั้นคือเสียงกลอง เสียงตะโพน เป็นต้น มหาบพิตร นี้แหละสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่าประณีตกว่าสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในข้อก่อนๆ

และเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ก็น้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาน เพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาน เพื่อจูตูปปาตญาน และเพื่ออาสวักขยญาน  มหาบพิตร นี้แหละคือสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ประณีตยิ่งกว่าสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในข้อก่อนๆ มหาบพิตร ก็สามัญญผลที่เห็นประจักษ์ในข้ออื่นๆ ที่ดีกว่าประณีตกว่าสามัญญผลในข้อนี้ คือดีกว่าอาสักวขยญานนี้ ย่อมไม่มี

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูได้กล่าวขึ้นว่า" ข้าแต่พระองค์ผู็เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก  เหมือนการหงายของที่คว่ำอยู่ เปิดของที่ปิดอยู่ หรือบอกทางแก่คนที่หลงทาง หรือว่าจุดประทีปไว้ในที่มืด เผื่อว่าคนมีตาจะได้เห็นรูป ฉันใดก็ฉันนั้น แต่นี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับพร้อมพระธรรม และพระสงฆ์  ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ข้าแต่พระองค็ผู้เจริญ  โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ที่เป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด ได้ปลงพระชนมายุของพระบิดา ผู้เป็นธรรมราชา เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ ขอพระผู้มีพระภาค ทรงรับซึ่งโทษโดยความเป็นโทษของข้าพระองค์  เพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด พระเจ้าข้า"

ในภายหลงจากที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้เสด็จกลับไปแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า "ภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ขุดรากตัวเองเสียแล้ว ถอนรากตัวเองเสียแล้ว หากท้าวเธอไม่ปลงพระชนม์ชีพของพระบิดา ผู้เป็นธรรมราชาไซร้ ธรรมะจักษุอันปราศจากธุล ปราศจากมลทิน  จะต้องเกิดขึ้นกับพระเจ้าอชาตศัตรูนี้ ณ ที่เธอนั่งนั้นอยู่นั่นเทียว "....

ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557