คำพุทธ: ธาตุวิภังคสูตร

บทย่อ:..."...ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้มีความคิดดังนี้ว่า กุลบุตรผู้นี้บวชอุทิศเรา เราควรจะแสดงธรรมแก่เขา ต่อจากนั้นจึงได้ตรัสเรียกปุกกุสาติว่า ภิกษุ เอาล่ะเราจะแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไป 

ภิกษุ คนเรานี้มีธาตุหกอย่าง มีแดนสัมผัสหกอย่าง มีความหน่วงนึกของใจสิบแปดอย่าง มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจสี่อย่าง อันเป็นธรรมที่ผู้ตั้งอยู่แล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่ บัณฑิตจะเรียกเขาว่าผู้สงบแล้ว ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น นี้คือเนื้อความเบื้องต้นแห่งธาตุวิภังค์ทั้งหก

ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า คนเรามีธาตุหกนั้น คือธาตุมีหกอย่าง คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และวิญญานธาตุ

ส่วนข้อที่เรากล่าวว่า คนเรามีแดนสัมผัสหกย่างนั้น คือมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเป็นแดนสัมผัส

ส่วนข้อที่เรากล่าวว่าคนเรามีความหน่วงนึกของใจสิบแปดอย่างนั้น คือบุคคลที่เห็นรูปด้วยตาย่อมหน่วงนึกรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส และเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย และรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว  ย่อมหน่วงนึกด้วยผัสสะนั้นๆ อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส และเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา นี้เป็นการหน่วงนึกในโสมนัสหกอย่าง หน่วงนึกในโทมนัสหกอย่าง หน่วงนึกในอุเบกขาหกอย่าง นี้คือความหน่วงนึกของใจสิบแปดอย่าง

ส่วนข้อที่เรากล่าวว่า คนเรานี้มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจสี่อย่างนั้น คือมีปัญญาเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ มีสัจจะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ มีจาคะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ มีอุปสมะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ คนเรานี้มีธรรมที่ควรตั้งเอาไว้ในใจสี่อย่างนี้

ส่วนข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น เราอาศัยอะไรแล้วจึงกล่าว คืออย่างไรชื่อว่าไม่ประมาทปัญญา คือธาตุมีทั้งหมดหกอย่าง คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และวิญญานธาตุ ธาตุดินที่เป็นภายนอกก็มี ที่เป็นภายในก็มี ธาตุดินที่เป็นภายในก็คือสิ่งที่มีลักษณะเข้นแข็ง เป็นของมีในตน เป็นของเฉพาะตน อันความยึดถือเข้าไปถือเอาแล้ว เช่นผม ขน เล็บ  ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือแม้ธาตุชนิดอื่นไรๆที่มีลักษณะเข้นแข็ง เป็นของเฉพาะตน อันความยึดถือเข้าไปถือเอาแล้ว นี้เรียกว่าธาตุดินที่เป็นภายใน ธาตุดินที่เป็นภายในด้วย ธาตุดินที่เป็นภายนอกด้วยก็สักแต่ว่าเป็นธาตุดินเสมอกันเท่านั้น อันใครๆพึงพิจารณาเห็นโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ครั้นเห็นด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว ก็จะเบื่อหน่ายจากธาตุดิน คลายกำหนัดจากธาตุดินได้

ก็ธาตุน้ำเป็นอย่างไรเล่า คือสิ่งใดมีลักษณะเอิบอาบซึมซาปไปได้ เช่น น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก น้ำลื่นหล่อข้อ และน้ำมูตร หรือแม้ว่าสิ่งอื่นๆไม่ว่าชนิดไรๆ ที่มีลักษณะเอิบอาบซึมซาบไปได้ ที่มีอยู่ในตน นี่เรียกกว่าธาตุน้ำที่เป็นภายใน ธาตุน้ำที่เป็นภายในด้วย ที่เป็นภายนอกด้วย ก็สักแต่ว่าเป็นธาตุน้ำเสมอกันเท่านั้น อันใครๆพึงเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ครัเ้นเห็นธาตุน้ำอย่างนี้แล้ว ก็จะเบื่อหน่ายจากธาตุน้ำ ก็จะคลายกำหนัดจากธาตุน้ำ

ภิกษุ ก็ธาตุไฟเป็นอย่างไรเล่า  ธาตุไฟอันใดที่เป็นของภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของเผาผลาญ อันความยึดถือเข้าไปถือเอาแล้ว เช่นไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโรม ไฟที่ยังกายให้กระวนระวาย ไฟที่เผาอาหารที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ให้แปรไปโดยชอบ นี้ก็ดี หรือยังมีธาตุไฟอันอื่น ที่เป็นภายในเป็นของเผาผลาญ อันความยึดถือเข้าไปถือเอาแล้วอื่นๆนอกไปจากนี้ อันใดก็ดี ธาตุไฟทั้งที่เป็นภายในด้วย ทั้งที่เป็นภายนอกด้วย ก็สักว่าเป็นแต่เพียงธาตุไฟแต่เพียงเสมอกันเท่านั้น อันใครๆควรพิจารณาเห็นธาตุไฟด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ครั้นเห็นธาตุไฟด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายจากธาตุไฟ ย่อมคลายกำหนัดจากธาตุไฟ

ภิกษุ ก็ธาตุลมเป็นอย่างไรเล่า ธาตุน้ำที่เป็นภายในคือธาตุอันใด เป็นภายในเป็นของเฉพาะตน เป็นของพัดไปพัดมา อันความยึดถือเข้าไปถือเอาแล้ว เช่นลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ธาตุลมที่เป็นภายในด้วย ธาตุลมที่เป็นภายนอกด้วย ก็สักว่าเป็นแต่เพียงธาตุลมเสมอกันเท่านั้น อันใครๆพึงพิจารณาเห็นธาตุลมนั้นด้วยปัญญาโดยชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ครั้นเห็นธาตุลมด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายจากธาตุลม ย่อมคลายกำหนัดจากธาตุลม

ก็อากาศธาตุหรือธาตุช่องว่างเป็นอย่างไรเล่า คือธาตุอันใดเป็นของภายใน เป็นของแสดงลักษณะแห่งความว่าง เช่นช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ที่ว่างที่อาหารที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ผ่านไป ที่ว่างที่อาหารที่กินแล้วตั้งอยู่ ช่องที่อาหารที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว ออกสู่เบื้องล่างนี้ก็ดี ธาตุช่องว่าคืออากาศธาตุที่เป็นภายในด้วย ที่เป็นภายนอกด้วย ก็สักว่าเป็นแต่เพียงอากาศธาตุเหมือนกันเท่านั้น อันใครๆพึงพิจารณาเห็นอากาศธาตุนั้นด้วยปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ครั้นเห็นอากาศธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้แล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายจากอากาศธาตุ ย่อมคลายกำหนัดจากอากาศธาตุ

ต่อนั้นสิ่งที่จะถืออยู่อีกก็คือวิญญานอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง บุคคลย่อมรู้อะไรๆได้ด้วยวิญญานนั้น คือรู้ชัดว่าสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง ภิกษุ เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาย่อมเกิดสุขเวทนา บุคคลนั้นเมื่อเสวยสุขเวทนา ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยสุขเวทนาอยู่ และเพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นแลดับไป ก็ย่อมรู้สึกว่าความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น คือตัวสุขเวทนา อันเกิดเพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาย่อมดับ ย่อมสงบระงับไป และเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ก็ย่อมเกิดทุกขเวทนา บุคคลนั้นเมื่อเสวยทุกขเวทนา ก็ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยทุกขเวทนาอยู่ และเพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นแลดับไป ก็ย่อมรู้ว่า ความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะคือตัวทุกขเวทนา อันเกิดเพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบระงับ และเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเกิดอทุกขมสุขเวทนา คือความรูสึกที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข บุคคลนั้นเมื่อเสวยอทุกขสุขเวทนา ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยความรู้สึกที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข คืออทุกขมสุขเวทนาอยู่ และเพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นแลดับไป ความรู้สึกว่าความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะ คือตัวอทุกขมสุขเวทนาอันเกิดเพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบระงับ

ภิกษุ เปรียบเหมือนเกิดความร้อน เกิดไฟได้เพราะไม้สองท่อนประชุมสีกัน และความร้อนที่เกิดแต่ไม้สองท่อนนั้น ย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบระงับ เพราะไม้สองท่อนนั้นเองแยกกันไปเสียคนละทาง ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งดับไป เวทนาคือความรู้สึกก็ย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบระงับ ต่อจากนั้นสิ่งที่เหลืออยู่อีก ก็คืออุเบกขาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอ่อนโยนสละสลวยและผ่องแผ้ว

ภิกษุ เปรียบเหมือนนายช่างทอง หรือลูกมือของนายช่างทองประกอบตัวเบ้าแล้วฉาบปากเบ้า แล้วจับแท่งทองด้วยครีมวางที่ปากเบ้า แล้วสูบลมโดยการอันควร พรมน้ำโดยการอันควร ตรวจดูโดยการอันควร เมื่อใดที่ช่างทองทำอย่างงั้น ในการนั้นทองนั้นย่อมเป็นทองที่มีเนื้ออ่อนควรแก่การงานของช่างทอง ทรงรัศมี มีเนื้อไม่ร่วน และเหมาะสมแก่การกระทำของช่างทอง ถ้าใครปราถนาจะทำเครื่องประดับต่างๆ เช่น ดาบ ตุ้มหู สร้อยคอ หรือสุวรรณมาลาก็ตาม ก็สำเร็จประโยชน์แก่เขานั้น ข้อนี้ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อเหลืออยู่แต่อุเบกขาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอ่อนโยนสละสลวยผ่องแผ้ว บุคคลนั้นย่อมรู้สึกอย่างนี้ว่า ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้อันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ เข้าไปสู่อากาสานัญจายตนะ และเจริญจิตมีธรรมะควรแก่ฌานนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้อุเบกขาของเรานี้ ก็จะเป็นอุเบกขาอาศัยอากาสานัญจายตนะนั้นถึงอากาสานัญจายตนะนั้นดำรงอยู่ตลอดกาลนาน ถ้าเราจะน้อมอุเบกขานี้ อันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ไปสู่วิญญาณัญจายตนะ ไปสู่อากิญจัญญายตนะ ไปสู่เนวาสัญญานาสัญญายตนะ และเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้อุเบกขาของเรานี้ ก็จะเป็นอุเบกขาอาศัยฌานนั้นดำรงอยู่ตลอดกาลเพียงนั้น บุคคลนั้นย่อมรู้สึกอย่างนี้ว่า ถ้าเราน้อมอุเบกขานี้ อันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ เข้าไปสู่ฌาน มีอากาสานัญจายตนะ เป็นต้น

แล้วเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น จิตนี้ก็เป็นสังขตะ บุคคลนั้นจะไม่คำนึงถึง จะไม่คิดถึงความเจริญหรือความเสื่อมเลย เมื่อไม่คิดถึง ไม่คำนึงถึงก็ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็ย่อมปรินิพพานเฉพาะตน นั่นเทียว เขาย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก

ถ้าเขาเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็ย่อมรู้สึกว่าสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันบัณฑิตไม่ติดใจไม่เพลิดเพลิน ถ้าเสวยทุกขเวทนาอยู่ ก็ย่อมรู้สึกว่าทุกขเวทนานั้นม่เที่ยง อันบัณฑิตไม่ติดใจไม่เพลิดเพลิน ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็ย่อมรู้สึกว่าเวทนานั้นไม่เที่ยง อันบัณฑิตไม่ติดใจไม่เพลิดเพลิน ถ้าเสวยสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนาก็เป็นผู้พรากใจเสวยเวทนานั้น เขาเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบ ก็ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ก็ย่อมรู้ว่ากำลังเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบ เขานั้นย่อมรู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันเราไม่เพลิดเพลินแล้วจะเป็นของดับเย็นในอัตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย

ภิกษุ เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน เพราะอาศัยน้ำมันและไส้จึงลุกโพลงอยู่ได้ และเพราะสิ้นน้ำมันและสิ้นไส้นั้น และไม่เติมน้ำมันและไส้อื่นอีก ก้ย่อมเป็นประทีปหมดเชื้อดับไป ฉันใดก็ฉันนั้น บุคคลเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดก็ย่อมรู้ชัดว่ากำลังเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดก็ย่อมรู้ชัดว่ากำลังเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด เมือรู้ชัดว่าเวทนาทั้งปวงอันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว ก็จะเป็นของดับเย็นในอัตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิตเพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดั่งนี้ อย่างนี้แหละชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็ปัญญานี้คือความรู้ในการสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นปัญญาอันประเสริฐยิ่ง ความหลุดพ้นของเขานั้นจัดว่าตั้งอยู่ในสัจจะเป็นคุณไม่กำเริบ

ภิกษุ เพราะสิ่งที่เปล่าประโยชน์เป็นธรรมดานั้นเท็จ สิ่งที่ไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดาได้แก่นิพพานนั้นจริง ฉะนั้นผูถึงพร้อมด้วยสัจจะอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอันเป็นธรรมสมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็สัจจะนี้คือนิพพาน มีความไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดา เป็นสัจจะอันประเสริฐยิ่ง อนึ่ง บุคคลนั้นแลยังไม่ทราบในกาลก่อนจึงเป็นอันพรั่งพร้อมสมาทานอุปธิไว้ อุปธิคือเชื้อเหล่านั้นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ถึงความไม่ให้มีไม่ให้เป็นไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นผู้ถึงพร้อมด้วยการสละอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่ง ด้วยประการนี้ ก็จาคะนี้คือความสลัดคืนซึ่งอุปธิคือเชื้อทั้งปวง เป็นจาคะอันประเสริฐยิ่ง

อนึ่ง บุคคลนั้นยังไม่ทราบในกาลก่อนจึงมีความเพ่งเล็ง ฉันทะ ราคะกล้า อาฆาต พยาบาท ความคิดประทุษร้าย อวิชชา ความหลง ความหลงงมงาย อกุศลธรรมนั้นๆ เป็นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นได้แล้ว ทำให้เฟมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปอีกเป็นธรรมดา เพราะฉ ะนั้นถึงพร้อมด้วยความสงบอย่างนี้ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอุปสมะคือความสงบเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ ก็อุปสมะนี้ คือความเข้าไปสงบราคะ โทสะ โมหะ เเป็นอุปสมะอันประเสริฐอย่างยิ่ง ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น นั่นเอง เรากล่าวเนื้อความนี้ เพราะอาศัยเหตุผลนี้

ภิกษุ ก็ข้อที่เรากล่าวว่า คนเรามีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจสี่อย่าง อันเป็นธรรมที่ผู้ตั้งอยู่แล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตน และกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตน และกิเลสเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่ บัณฑิตจะเรียกเขาว่าเป็นมุนีผู้สงบแล้วนั้น เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยเหตุผลว่า ความสำคัญตนมีอยู่ ดังนี้ว่า เราเป็น เราไม่เป็น เราจะเป็น เราจะไม่เป็น เราจะต้องเป็น สัตว์มีรูป สัตว์ไม่มีรูป สัตว์มีสัญญา สัตว์ไม่มีสัญญา เป็นต้น ก็ความสำคัญตนจัดเป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร ก็ท่านเรียกบุคคลว่าเป็นมุนีผู้สงบแล้ว เพราะล่วงความสำคัญตนได้ทั้งหมดเทียว และมุนีผู้สงบแล้วแล ย่อมไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่กำเริบ ไม่ทะเยอทะยาน แม้มุนีนั้นก็ไม่มีเหตุจะต้องเกิด เมื่อไม่เกิดจะแก่ได้อย่างไร เมื่อไม่แก่จะตายได้อย่างไร เมื่อไม่ตายจะกำเริบได้อย่างไร เมื่อไม่กำเริบจะทะเยอทะยานได้อย่างไร ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า คนเรามีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจสี่อย่าง อันเป็นธรรมที่ผู้ตั้งอยู่แล้วไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตน และกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตนและเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่ บัณฑิตจะเรียกเขาว่ามุนีผู้สงบแล้วนั้น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ จึงกล่าวแล้ว

ภิกษุ เธอจงจำธาตุวิภังค์หกอย่างโดยย่อของเรานี้ไว้เถิด....".....

ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557