สากัจฉาธรรม: เราจะรักษาสมาธิไว้ได้อย่างไร

บทย่อ ...เราจะรักษาสมาธิไว้ได้อย่างไร....

...อันดับแรก ศีล ต้องมี เป็นพื้นฐาน เป็นหนึ่งในองค์ของมรรค

..อันดับที่ 2 ก็คือ พระพุทธเจ้าเคยพูดเอาไว้..องค์ธรรม 10 ประการ คือเครื่องอยู่ของคนที่เป็นคนประเสริฐ..อริยวาส เครื่องอยู่ของอริยบุคคล ซึ่งสมาธิก็เป็นหนึ่งในนั้น ..เขามีเครื่องอยู่ เครื่องที่จะรักษาชีวิต รักษาคุณธรรมของเขาไว้ได้อย่างไร.....10 ประการคือ..

.1. .การละองค์ 5 ได้ขาด คือเรื่องการละนิวรณ์>>>ความอยากในกาม ความเพ่งเล็ง>>>ความไม่พอใจ ความพยาบาท>>>ความง่วงซึม>>>ความเคลือบแคลงระแวงเห็นแย้ง>>>ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ....

2. .สำรวมอินทรีย์ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง...การรักษาด้วยการสำรวมอินทรีย์ เหมือนเป็นช่องทาง เป็นช่องทางที่ให้จิตมันออกไปข้างนอกได้ หรือเป็นช่องทางให้สิ่งข้างนอกเข้ามาหาจิตเราได้ เพราะงั้นจิตของคนที่ยังไม่มีสมาธิ คุณก็ต้องรักษาช่องทางให้ดี ไม่ให้สิ่งที่มันไม่ดีมากวน ให้สิ่งที่มันไม่ดีออกไปซะ  พอเราได้สมาธิ สิ่งไม่ดีออกไปแล้ว ข้างในมีแต่สิ่งดีๆแล้ว จิตเป็นสมาธิแล้ว ก็ต้องรักษาไม่ให้สิ่งที่มันไม่ดีเข้ามา....ใครล่ะ จะเป็นผู้ที่ัรักษาประตูตรงนี้ นั่นก็คือสติ นั่นเอง...

.เพราะงั้นข้อที่ 3 ก็คือต้องเป็นผู้มีสติรักษาอยู่อย่างเดียว มีสติรักษาจิต พอรักษาจิตแล้ว มันก็จะรักษาหมดทั้ง 6 ประตู...เป็นผู้ที่มีอารักขาอย่างเดียว........

อย่างที่ 4 เป็นผู้ที่มีพนักพิง 4 ด้าน....เป็นผู้พิจารณาแล้วจึงเสพ..งพิจารณาแล้วจึงอดกลั้น..งพิจารณาแล้วจึงละเว้น..พิจารณาแล้วจึงบรรเทา...

..ข้อถัดมาของเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า ข้อที่ 5 ..จะไม่มีความ้ห็นดิ่งไปด้านใดด้านหนึ่ง เห็นดิ่งคือเห็นว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เห็นว่าเราเป็นอย่างนี้ อย่างนี้มีอยู่ในเรา เราเป็นตัวตนอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้เท่านั้น ไม่เชื่ออย่างอื่น...เพราะงั้นคนที่เขาเป็นคนประเสริฐแล้ว เขาจะไม่ต่อล้อต่อเถียง ทะเลาะกะใคร เพราะว่าเขาถอนความเห็นดิ่งตรงนี้ได้แล้ว....เพราะว่าคำสอนของพุทธะจะเป็นไปเพื่อถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวตน ซึ่งถ้าเรายังเถียง ยังมีตัวตนอยู่....

..ถัดมา ข้อที่ 6 ..พระพุทธเจ้าได้พูดถึงการละการแสวงหาในทางกาม ....วัตถุกามมีได้ แต่ใจต้องไม่ให้มีกิเลสกาม ,,ก็ต้องพิจารณาแล้วจึงเสพ...ถ้าจิตของท่านมีพนักพิง 4 ด้านอย่างที่ว่า  ไอ้เครื่องป้องกันตรงนี้ ก็สามารถละได้ ประเด็นที่พระพุทธเจ้าพูดตรงนี้ คือ ละการแสวงหาทางกามเหล่านั้นเสีย ก็จะเป็นผู้ที่แสวงหาโดยสุจริต ไม่แสวงหาโดยทุจริต...

..ข้อที่ 7 คือการมีการดำริอันไม่ขุ่นมัว ก็คือไม่มีมิจฉาสังกัปปะเกิดขึ้น..มิจฉาสังกัปปะคือ ความดำริในกาม ความดำริในทางพยาบาท ความดำริในทางเบียดเบียน..

ข้อที่ 8  พระพุทธเจ้าพูดถึง การให้กายสังขารสงบระงับ ก็คือการปรุงแต่งทางกายระงับ  อันนี้พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ คือเป็นนัยยะของการที่บุคคลนั้นสามารถเข้าฌานที่4 ได้.....แม้แต่ความสุขในอุเบกขาก็ระงับไป เป็นอุเบกขาล้วนๆ จิตแน่วแน่อยู่ เป็นอารมณ์อันเดียว มีอะไรมากระทบ ก็ไม่ไหวติง เป็นผู้ที่นิ่งเฉยอยู่ได้....ต้องหมั่นปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ ให้สมาธิมันลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ให้มันฉลาดในการเข้า ฉลาดในการดำรงอยู่ ฉลาดในการออก มีสติอยู่อย่างต่อเนื่อง...

ข้อที่ 9 พระพุทธเจ้าพูดถึงว่า เป็นผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะ ระงับลงไปแล้ว หมดลงไปแล้ว ราคะ โทสะ โมหะอาจจะหมายถึงสภาวะที่จิตของเราไม่มีความอยาก คือพวกราคะ โลภะพวกนี้ ไม่มีความโกรธ ความขุ่นเคือง อาจจะไม่ถึงโกรธ แต่เป็นความแบบ จึ๊ ขึ้นอย่างเงี๊ยะ ความขัดเคืองเกิดขึ้นนิดนึง อันนี้ก็ไม่มี.....หรือว่าเป็นโมหะ ความไม่รู้ อันนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันจะดับไปได้อย่างไร ไม่รู้ในเรื่องของความไม่เที่ยงของมัน มันไม่เกิดขึ้น.....

..คำว่าหลุดพ้นแล้วในที่นี้ อย่างคนที่อยู่ในสมาธิ ก็ชื่อว่า พ้นแล้วนะ พ้นแล้วจากความคิดทางกาม พยาบาท เบียดเบียน พ้นแล้วจากราคะ โทสะ โมหะ แต่ไอ้ความพ้นอย่างเงี๊ยะ มันอาจจะกลับกำเริบไง....เพราะงั้นเราก็ต้องระวังรักษาให้ดี ว่าไม่ให้ไอ้ตรงเนี่ยะ ที่เราพ้น ละไปได้แล้ว กลับกำเริบอีก ก็พยายามที่จะรักษาตรงนี้ให้ดี พอเรารักษาดี ทำได้อย่างดี ทำได้อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่กลับกำเริบเลย ไอ้ความที่ไม่กลับกำเริบตรงนี้ เรียกว่าหลุดพ้นอย่างแท้จริง นี่เป็นพระอรหันต์เต็มสมบรูณ์แบบ....

...ทีนี้บางคนเป็นอย่างงี้..คือมีของดีแล้วไม่รู้จักรักษาเอาไว้ กลับไปทำสิ่งที่มันไม่สบายแก่ความที่ดีตรงนั้น ก็เสื่อมอีก...พระสารีบุตรเปรียบกับภาชนะสัมฤทธิ์ที่ไม่รู้จักดูแลรักษา...พระพุทธเจ้าเปรียบกับคนที่เป็นแผล หมอรักษาดีแล้ว แต่กลับไปกินของแสลง แผลบวมขึ้นมาอีก ตรงนี้จึงเป็นข้อที่ 10 ...

...ข้อที่ 10 พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นผู้ที่มีปัญญาในความหลุดพ้นแล้วนั้นด้วยดี..คือตัวเองต้องรู้ล่ะว่า ราคะ โทสะ โมหะ มันเบาบางลงไปแล้ว มันพ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ..คือคนไม่รู้ เขาก็จะไม่เห็นคุณค่า เขาก็จะไม่รักษา แต่ถ้าคนที่รู้ ดูดีๆพิจารณาเห็นแล้ว เขาก็จะรักษาไว้อย่างดีไอ้ความที่เขารู้ จึงเรียกว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าดีกว่า แต่ไอ้ความที่ไม่รู้ แล้วไม่รักษาเนี่ยะ มันจึงทราม มันจึงไม่ดี ก็จะเสื่อมไปได้ .....ถ้าเราดู รักษาให้ดีแล้วเนี่ยะ จะเป็นข้อที่ 10 ตรงนี้ว่า เราต้องมีปัญญานะว่า เราต้องรู้นะว่า ไอ้เนี่ยะ เราเกิดขึ้นแล้ว ดีแล้ว เราต้องรักษาไว้ให้ดี อันนี้คือข้อที่ 10 ...

...ถ้าเราปฏิบัติไปตามกระบวนการนี้เรื่อยๆ 10 ข้อนี้เรารักษาทำไว้อย่างดี ความก้าวหน้าก็จะมีได้....พระพุทธเจ้าพูดถึงธรรม ที่บ่มสิ่งที่เรามีดีอยู่แล้ว ให้มันสุกงอมเป็นผลออกมา ผลในที่นี้ก็คือผลในอริยผล........

ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557