สามัญทรัพย์-อริยทรัพย์

...อริยทรัพย์ ทรัพย์อันประเสริฐ์ ต่างกับสามัญทรัพย์อย่างไร ต่างกันตรงที่ว่า สามัญทรัพย์ ทรัพย์สมบัติทั่วๆไปที่เราครอบครอง เป็นของที่สาธารณะ สาธารณะกับคนอื่น คนอื่นเอาไปได้...อริยทรัพย์ เป็นอสาธารณะ คนอื่นมาเอาไปไม่ได้ ..ถ้าเรามีแล้ว คนอื่นขโมยไปไม่ได้ ....สิ่งที่เป็นอริยทรัพย์ เป็นอสาธารณะ นี่คือประเด็นที่ 1 ....
...สามัญทรัพย์ที่คุณมี จะเกิดประโยชน์ได้ต้องมีการใช้จ่าย มีการป้องกัน การทำพลีกรรม หรือว่าในการบริจาค พระพุทธเจ้าได้พูดถึงหน้าที่ที่ควรทำในเรื่องทรัพย์สิน 4 อย่างนี้...คือพระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่า สิ่งนี้ไ่ดี แต่บอกถึงหน้าที่ที่ควรใช้ในเรื่องของสามัญทรัพย์ไว้ นี่คือลักษณะการที่จะใช้บริโภค..แต่ว่าอริยทรัพย์นี่จะใช้บริโภคยังไง บริโภคตรงนี้ท่านผู้ฟัง ว่าใครก็ตามที่มีศรัทธา ศีล หิริ โอตัปปะ สุตตะ จาคะ ปัญญา มีอริยทรัพย์ 7 อย่างนี้ คุณบริโภคอมตะธรรมอยู่ บริโภคสิ่งที่เป็นอมตะธรรม อันนี้เป็นความคิดของพระพุทธเจ้า...เพราะงั้น สิ่งที่เป็นอมตะธรรม คุณไม่สามารถหาได้จากทรัพย์สินสมบัติที่คุณมี แต่สิ่งที่เป็นอมตะธรรม สามารถบริโภคได้ เกิดขึ้นได้ จากการที่เรามี อริยทรัพย์ 7 อย่างนี้ นี่คือประเด็นที่ 2 เรื่องของการบริโภคการใช้จ่าย...

...ส่วนประเด็นที่ 3 ...สามัญทรัพย์นี่ก็คือว่าเป็นของโลก ตอนเราเกิดมาเราไม่ได้เอามันมาด้วย มันอยู่ในโลกอยู่ เราก็มาครอบครองทีหลัง...ตอนตายก็ไม่ได้เอาไปด้วย มันก็ทิ้งอยู่ในโลก...แต่ว่าอริยทรัพย์ เป็นของที่เหนือโลก เหนือจากโลกนี้ เหนือจากโลกหน้า เหนือโลกหมายความว่าไง...หมายความว่า ตอนคุณมาเกิดเป็นคนเนี่ยะ คุณต้องมีบุญพอสมควรนะ ไอ้บุญที่ติดตัวเรามาตั้งแต่ก่อนเราคลอดจากท้องแม่เนี่ยะ ตั้งแต่ตอนที่มาจุติในครรถ์เนียะ เรามีบุญแล้ว บุญนั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง อาจจะเกิดจากการที่มีศรัทธา ศีล หิริ โอตัปปะ สุตตะ จาคะ ปัญญา อย่างใดอย่างหนึ่ง.....ในสิ่งเหล่านี้ เป็นบุญที่เรามาตั้งแต่ก่อนเรามาอยู่ในโฏลกนี้อีก แล้วมันก็จะเป็นบุญที่จะต้องตามเราไป หลังจากที่เราจากโลกนี้ไป เพราะงั้นมันจึงเป็นของที่เหนือจากโลกที่เราอยู่ใบนี้ เป็นของที่เหนือจากสิ่งที่เราเราเห็นๆกันอยู่ คือสามัญทรัพย์เป็นของโลก แต่ว่าอริยทรัพย์นั้น เป็นของเหนือโลก ไปกับเราได้ เป็นของที่เราพาเหนือจากสิ่งที่เป็นโลกนี้ได้ นี่คือประเด็นที่ 3 ......

...ประเด็นที่ 4 ก็คือว่า เจ้าสามัญทรัพย์นั้นเป็นของที่ตีค่าตีราครได้ ..แต่ว่าอริยทรัพย์นั้น เป็นของที่หาค่าไม่ได้...เพราะว่าอริยทรัพย์มีศรัทธาเป็นต้น ของที่หาค่าไม่ได้ หาค่าไม่ได้มันจะเอาอะไรมาเปรียบล่ะ แต่มันเปรียบไม่ได้เลย....อันที่ 4 เรื่องของมูลค่าเรื่องของราครว่า อริยทรัพย์เป็นของที่หาค่าไม่ได้ใครมีอริยทรัพย์นี้แล้ว จริงๆจิตใจของเขามีความร่ำรวย มีเงินทองมากกว่าคนที่มีทรัพย์สินเป็นสามัญทรัพย์ทั่วๆไป..แต่อริยทรัพย์นั้นเป็นของที่หาค่าไม่ได้ ไม่สามารถจะใส่เป็นสมการคำนวณออกมาได้...

...นอกจากนี้ประเด็นที่ 5ก็คือว่า สามัญทรัพย์ใช้แล้วหมดไป..แต่ว่าอริยทรัพย์นั้นยิ่งใช้ ยิ่งเพิ่ม ไม่มีลด คือว่าใช้แล้วมันจะเพิ่ม.....อีกประเด็นคือว่า เวลาที่ใช้เนี่ยะ เจ้าสามัญทรัพย์เนี่ยะใช้ทำความชั่วก็ได้ คืพาไปนรกก็ได้ ว่างั้นเถอะนะ ใช้ทำดีก็ได้ คือพาไปสวรรค์ก็ได้...

....ธนบัตรก็แค่กระดาษหนึ่งใบ แต่เพราะว่าเขาสมมุติขึ้นมสา ว่าไอ้สิ่งเนี๊ยะเป็นสิ่งที่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้ตามประสงค์.....อริยทรัพย์เหมือนกันท่านผู้ฟัง เป็นสิ่งที่สามารถทำได้สำเร็นตามประสงค์ ...อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่ทำให้สำเร็จได้ตามประสงค์ ประสงค์อะไร มรรค ผล นิพพาน ที่พาจะพ้นซึ่งทุกข์ ซึ่งเราสามารถใช้ 7 อย่างนี้ เป็นเหมือนกับตัวแลกเปลี่ยน...แลกเปลี่ยนให้ไปถึงที่ๆไม่สามารถไปได้ด้วยการมาการไป ต้องใช้ทรัพย์เหล่านี้เป็นการแลกเปลี่ยน.....

7 อย่างนี้ เป้นสิ่งที่จะซื้ออมตะธรรมได้ แลกเปลี่ยนเป้นอมตะธรรมได้ เป็นสิ่งที่เป็นอสาธารณะกับภัยต่างๆ เป็นสิ่งที่หาค่าไม่ได้ เป็นของเหนือโลก ยิ่งใช้ ยิ่งเพิ่ม ยิ่งใช้ไม่มีหมด เป็นทางที่จะพาไปสู่สุคติโลกสวรรค์อย่างเดียวเท่านั้น....

ออกอากาศวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557